คลังเก็บหมวดหมู่: บริษัท พีพลัสไทย สตูดิโอ จำกัด

A-32-ความสำคัญของการสร้างพระพุทธรูป

 

001-wพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท (ศิลปกรรมสมัยทวารวดี วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

การสร้างพระพุทธรูป ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัด พบว่าเกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 7 ในสมัยคันธราฐ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน ซึ่งรูปแบบพระพุทธรูปสมัยแรกดูมีความเป็นฝรั่งมาก เพราะกลุ่มคนที่สร้างพระพุทธรูปนั้นเป็นกษัตริย์เชื้อสายกรีกนั่นเอง

ในสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ก็ยังมิได้มีการสร้างพระพุทธรูป อาศัยเพียงการสร้างรูปสัญลักษณ์แทนองค์ อาทิ รอยพระพุทธบาท บัลลังก์ ดอกบัว ต้นโพธิ์ เป็นต้น

Gautama BuddhaVajra Mudra. Tokyo National Museum. Gandhara

Image source: Wikimedia Commons

การเกิดขึ้นของพระพุทธรูปเกิดขึ้นในสมัยหลังจากนั้น (ซึ่งนักวิชาการได้สันนิษฐานไว้ว่าอาจเกิดขึั้นในสมัย พระเจ้ากนิษกะ(น.ณ ปากน้ำ) หรืออาจเป็นสมัยพระเจ้ามิลินท์) และคงจะเกิดขึ้นด้วยความคุ้นเคย ในการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยปกติแห่งการนับถือบูชาสิ่งเคารพ ที่ผ่านมาอาทิ เทพเจ้าของชาวกรีกโรมัน ล้วนมีรูปเคารพเป็นการเฉพาะองค์ และมีลักษณะแตกต่างกันไปตามตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา และด้วยความคุ้นเคยจึงได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นเพื่อให้เกิดการยึดเหนี่ยวจิตใจได้ในทำนองเดียวกัน

หลังจากนั้นจึงเกิดมีพระพุทธรูปตามมา และสร้างขึ้นตามหลักแห่งศิลปนิยมตามยุคสมัยต่างๆ มาโดยลำดับ กระทั่งพระพุทธศาสนาเข้าสู่พื้นที่อันเป็นดินแดนซึ่งเรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน แม้เข้ามาในประเทศไทยก็ยังมีพุทธลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย ด้วยแรงขับแห่งความคิดสร้างสรรค์ของช่างศิลปกรรม และบริบททางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดพุทธลักษณะจำเพาะไป

การเกิดมีพระพุทธรูป ช่วยให้ผู้คนที่เคยชินกับลัทธิการสวดอ้อนวอน บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้เข้าถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น กล่าวได้ว่าอาจไม่ตรงกับหลักคำสอน  ที่มิให้ยึดติดกับบุคคล แม้แต่องค์พระศาสดา แต่ก็ปฏิเสธมิได้ว่า การเข้าถึงหลักธรรมคำสอนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งอาจมิสามารถถูกจริตผู้คนในสังคมได้ทั้งหมด เนื่องจากบุคคลมีหลายจำพวก การเรียนรู้และเข้าใจหลักทางศาสนาก็อาจทำได้แตกต่างกัน ดังพระพุทธเจ้าจำแนกบุคคลที่จะเรียนรู้พุทธธรรมไว้เป็นบัวสี่เหล่า  หากทุกคนมีความเหมือนกันไปทั้งหมดในด้านการเรียนรู้ก็คงไม่จำเป็นต้องมี เครื่องล่อ หรือกลอุบายใดๆ ในการเชื่อมโยงความคิดความรู้สึกของผู้คนให้เข้าถึงธรรมมะ

ด้วยเหตุนี้พระพุทธรูปจึงเป็นเสมือนหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเชื่อมโยงความคิดความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนให้เข้าถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น อันเป็นผู้นำธรรม หรือสัจจธรรมความจริงมาสู่ผู้คนซึ่งเวียนว่ายในสังสารวัฏอยู่นี้  ก่อนจะได้เปิดใจรับพระองค์เป็นบรมครูและยึดคำสอนมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติใช้ชีวิต เพื่อพัฒนาตนไปสู่หนทางแห่งอริยมรรค ที่พระบรมศาสดาได้ชี้ทางไว้

หากไม่มีพระพุทธรูป การเข้าถึงธรรม ด้วยหลักแห่งธรรมแท้ คงเป็นหนทางอันแคบเล็ก ที่จะนำพาผู้คนให้ไปถึงทางแห่งอริยมรรคดังกล่าวนี้ได้ แต่ทั้งนี้ การไม่ติดยึดด้วยศรัทธาอันงมงายก็เป็นเรื่องที่จะต้องกำกับด้วยปัญญาไปพร้อมกัน พุทธบริษัททั้งหลายอันประกอบด้วย อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี จึงเป็นกัลยาณมิตรในการชี้แนะแนวทางแห่งการก้าวพ้นรูปวัตถุที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจในเบื้องต้นไปได้  ซึ่งการมีครูและโค้ชที่ดีจึงจำเป็น

วันนี้เวลาเรานั่งอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูปหรือพระประธานเรารู้สึกอย่างไร  ศิลปกรรมสร้างสรรค์ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างศรัทธาและนำพาให้ผู้คนเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างไร   แม้ศิลปกรรมในตัวงานสถาปัตยกรรมเองก็เช่นกัน เราจะได้มาพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ต่อในโอกาสต่อไป

ประกิจ ลัคนผจง 14 สิงหาคม 2561(เรื่องและภาพยกเว้นที่มีอ้างอิงที่มา)

ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือ “ปางพระพุทธรูป หัวข้อธรรมในคำกลอน”  .สำนักพิมพ์แสงแดดเพื่อนเด็ก

 

 

A-31 สถาปนิก : คิดแก้ไข ไม่ใช่แค่วาดรูป

im-a35-2im-a35

 

A-31 สถาปนิก : คิดแก้ไข ไม่ใช่แค่วาดรูป

ประเทศไทยอาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้คนในสังคมเข้าใจการทำงานของสถาปนิกน้อยมาก ความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเหล่านั้น เห็นว่าสถาปนิกคือ คนวาดรูป คือคนนั่งคิดนั่งขีดนั่งเขียนไปบนโต๊ะที่ดูเหมือนจะไม่มีต้นทุนมากนัก (แต่เป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เช่นเดียวกันกับ แพทย์หรือวิศวกร) ถ้าเช่นนั้นหรือจะเป็นไปได้ว่าใครๆ ก็นั่งขีดๆเขียนๆ กันได้หมด

im-a35-4

สถาปนิก เป็นผู้ที่ฝึกฝนเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย หลายทักษะ และไม่มีวันที่จะเรียนรู้ได้อย่างจบสิ้น เหมือนกับผู้คนอีกหลากหลายสาขาอาชีพที่จะต้องวิ่งตามความรุดหน้าของสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เรื่องของทักษะดังกล่าวนี้บางครั้งการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาจนจบหลักสูตรก็อาจไม่ทำให้สถาปนิกจบใหม่เข้าใจถึงคำว่า “ที่ว่าง รูปทรง หรือ ความรู้สึก” ได้ จวบจนกระทั่งเขาเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วจริงๆ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวของสถาปนิกเอง  แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญในการทำงานของสถาปนิกประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ๆ คือ ความรู้ความคิด ที่ผูกติดมาด้วยกัน อันเกิดจากการสั่งสมเรียนรู้ในศาสตร์วิชา ทั้งทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์(รวมถึงความรู้ในการทำงานจริงเชิงพาณิชย์)  กับทักษะในการใช้มือและตาให้สอดประสานกับการทำงานในส่วนแรก เพื่อเขียนภาษาทางสถาปัตยกรรมขึ้นมา ให้เป็นที่เข้าใจของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง (ปัจจุบันทักษะนี้ยังต้องรวมคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วย) นอกจากนี้ภาษาที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสถาปนิกคือ แบบสามมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นจำลองที่จะช่วยตรวจสอบความคิดว่ามีความสมเหตุสมผลตามที่นึกคิดไว้มากน้อยเพียงไรด้วย

42417หากจะเปรียบเทียบว่าสถาปนิกเป็นเหมือนนักแต่งเพลง ผู้รับเหมาก่อสร้างคงเป็นเหมือนนักร้อง ทั้งสองส่วนนี้ต้องทำงานประสานกันจึงจะเกิดท่วงทำนองที่ประทับใจผู้ฟัง    หรืออาจอธิบายอีกลักษณะหนึ่งได้ว่าสถาปนิกก็เป็นเสมือนพ่อครัว ที่ทำหน้าที่ในการปรุงอาหาร ให้เป็นอาหารจานเด็ด ซึ่งมีความพิเศษยิ่งกว่าอาหารสำเร็จรูปทั่วไป เจ้าของโครงการอาจเปรียบเสมือนผู้หาวัตถุดิบและความต้องการในการลิ้มลองรสชาติอาหาร ที่คาดหวังว่าพ่อครัวคนนี้จะสามารถปรุงให้ถูกปากได้  วัตถุดิบที่นำมาอาจเป็น เนื้อสัตว์ ผลไม้ เครื่องเทศ หรือแม้แต่สมุนไพรเพื่อสุขภาพ  ที่ยกมากองไว้ตรงหน้าพ่อครัว โดยที่ไม่รู้ว่าจะปรุงมันให้ออกมาเป็นอาหารที่ถูกปากได้อย่างไร แต่เชื่อว่าพ่อครัวจะหาหนทางทำจนได้ และพ่อครัวก็ต้องทดลองปรุงแล้วปรุงอีก บางทีเครื่องปรุงที่ได้รับมาอาจไม่พอ ก็ต้องไปเสาะแสวงหาเครื่องปรุงอื่นๆ มาผสมผสานลงไป เพื่อทำให้รสชาติกลมกล่อมถูกปากที่สุด แน่นอนว่าพ่อครัวยังต้องมีผู้ช่วยอีกหลายส่วนเพื่อมาช่วยหั่นผัก ล้างปลา หรือสารพัดงานที่จะต้องเตรียมการจนกว่าจะยกเสิร์ฟได้ไม่ใช่นึกๆ แล้วก็โยนลงกระทะ แล้วจะเสร็จได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการวิธีที่ลองผิดลองถูกเช่นกัน หากแต่ประสบการณ์และทักษะที่มีจะช่วยให้ 1000 วิธีเหลือ 100 วิธีและลงมือทดลองทำ จนเหลือเพียง 10 วิธีที่น่าจะเหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อยกออกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารแล้ว ใครเลยจะรู้ว่าอาหารจานนี้มันผ่านการค้นคว้าหาความกลมกล่อมมาแล้วกี่ยก  สิ่งที่ปรากฏเป็นแบบสถาปัตยกรรมก็ในทำนองเดียวกัน แต่ต้นทุนทางด้านงานออกแบบสถาปัตยกรรมย่อมสูงกว่าการทำอาหารเป็นไหนๆ และมื้อนี้ที่พ่อครัวปรุงให้ ก็ทานได้ตลอดช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งเลยทีเดียว

สถาปนิกจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญหลักๆ ในการนำความต้องการของเจ้าของโครงการไปผนวกกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งมีทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ มาผสมรวมกัน แต่ในท้ายที่สุดผลที่ปรากฏต้องเป็นที่พึงพอใจอย่างจับต้องได้ และสถาปนิกต้องเป็นผู้ที่ประสานงานกับบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการก่อสร้างนับแต่เริ่มมีปรากฏการณ์ชวนฝันกับโครงการตั้งต้นของเจ้าของโครงการเรื่อยไปจนกระทั่งโครงการแล้วเสร็จ ซึ่งบางครั้งยังอาจต้องดูแลความเรียบร้อยแถมต่อไปอีก หากเจ้าของโครงการมีความคิดความต้องการเพิ่มเติมในภายหลัง แบบบนกระดาษที่สถาปนิกมอบให้เจ้าของโครงการจึงเป็นเพียงเหมือนแผนที่หรือคู่มือ ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการจะใช้ในการทำความเข้าใจความคิดให้ผลิดอกออกผลมาเป็นตัวอาคาร  ซึ่งแน่นอนว่า “แบบที่คิดโดยสถาปนิก” กับ “การก่อสร้างที่ทำโดยผู้รับเหมา”  เป็นเสมือนลมหายใจเข้าออก  กับ การนำออกซิเจนไปถึงส่วนเซลล์ต่างๆในร่างกาย อากาศดีก็น่าจะนำมาซึ่งสุขภาพกายและใจที่สดชื่นแข็งแรง และแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอากาศดีขั้นสุด แต่ถ้าเราเลือกได้ทำไมไม่เลือกสิ่งดีให้แก่โลกกันล่ะ จากที่กล่าวมาข้างต้นก็เพื่อจะอธิบายให้เข้าใจว่า สถาปนิกเป็นผู้ทำงานเพื่อให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้าง แบบบนกระดาษเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการทำงานของสถาปนิกเท่านั้น แต่มันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการในการทำงานออกแบบและก่อสร้างทั้งกระบวนการ เพราะเป็นดั่งภาษาที่ใช้สื่อสารทำความเข้าใจกันให้สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนั้นถูกต้องตรงตามความต้องการของเจ้าของโครงการและได้คุณค่าทางความงาม มิติทางสังคม วัฒนธรรม นั่นเอง อย่าลืมว่า ถ้างานก่อสร้างเป็นเพียงเพื่ออยู่อาศัยหลับนอน งานนั้นก็เป็นแต่เพียง “อาคาร” หนึ่งเท่านั้น หากแต่งานก่อสร้างนั้นเติมเต็มมิติทางจิตวิญญาณ  เติมคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมได้ งานนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็น “สถาปัตยกรรม” ได้อย่างน่าภาคภูมิ  แต่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกที่เจ้าของโครงการมีต่องานชิ้นนั้นไปตลอดชั่วชีวิต  ความงามในงานสถาปัตยกรรม มันทำหน้าที่พิสดารยิ่งกว่าศิลปกรรมแขนงใดๆ  เพราะต้องเอาผู้ใช้เข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกันตอนใช้งาน เราจะหาโอกาสมาพูดถึงเรื่องนี้กันในภายหน้าครับ

ข้อมูลและภาพ:  ประกิจ ลัคนผจง  © 2014

A-30-หน้าจั่วและหน้าบันในงานสถาปัตยกรรมไทย

image001

ที่มาภาพ : วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร ,ฉบับที่ˆ 2,2547.

ในงานสถาปัตยกรรมไทยตามแบบแผนนิยมที่ดำเนินมานั้น ส่วนของการตกแต่งทางศิลปกรรมที่สำคัญส่วนหนึ่งคือ “หน้าบัน” คำว่าหน้าบันคือพื้นที่ว่างในกรอบสามเหลี่ยมภายใต้หลังคาที่ยื่นคลุมออกมาปิดหัวท้ายอาคาร ถ้าเป็นรือนไทยจะเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่า “หน้าจั่ว”  อาคารทางศาสนาส่วนใหญ่ของไทยนั้น จะมีด้านสกัด (ด้านสั้นของอาคาร) เป็นด้านหน้า งานตกแต่งในส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่ผู้ออกแบบหรือช่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่นถ้าเป็นเรือนไทย  เราจะเห็นการตกแต่ง ตั้งแต่การทำรูปปั้นลม (แผ่นไม้ส่วนที่วางอยู่บน”อกไก่”เพื่อกั้นลมกั้นฝนให้กระเบื้องตลอดแนวจั่วหลังคา) ให้มีลักษณะยกยอดแหลม และส่วนปลายด้านล่างโค้งงอนขึ้น เรียกว่า “ตัวเหงา” (จะเหงามากหรือเหงาน้อย คงขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบและผู้อยู่อาศัย) ซึ่งความจริงรูปที่เห็นไม่ได้มีผลโดยตรงในด้านการใช้งาน แต่เป็นการออกแบบเพื่อให้ผลทางด้านความรู้สึกเป็นสำคัญ เหมือนกับการแต่งกายของผู้คน ที่หากว่าด้วยเรื่องการใช้งาน ก็คงเป็นแต่เพียงการปกปิดร่างกายกันร้อนหนาว อันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่หากต้องการรูปแบบเฉพาะเพื่อความเหมาะสมแก่การสวมใส่ในโอกาสต่างๆ นั่นก็จะกลายเป็นการสร้างความพิเศษขึ้นเพื่อตอบสนองในด้านความรู้สึกและสุนทรียะนั่นเอง ซึ่งส่วนของหน้าจั่วหรือหน้าบันนี้ ก็คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเสมือนหน้าตาของอาคารที่มีหน้าที่ในการสื่อสาร ให้ผู้คนเห็นถึงความสำคัญของอาคารและผู้ใช้สอยที่เกี่ยวข้องกับอาคารในทางใดทางหนึ่งมาเป็นเวลาช้านานแล้ว

หากเป็นเรือนไทยตามปกติ ส่วนของหน้าจั่วนี้ก็อาจมีการออกแบบได้ทั้งส่วนตกแต่งและการใช้สอย(เช่นระบายอากาศ)ร่วมกันไป โดยมากเรือนเครื่องสับ(เรือนไม้จริงทั้งหลัง) มักทำจั่วพรหมพักตร์เป็นมาตรฐานตามแบบฉบับเรือนไทยภาคกลาง ประกอบรูปปั้นลมในลักษณะที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งนอกจากปลายปั้นลมทางด้านล่างจะเป็นตัวเหงาแล้ว ก็อาจมีรูปลักษณะอื่นๆ ได้ เช่น ปั้นลมหางปลา ซึ่งบางครั้งอาจมีการตกแต่งในส่วนของปั้นลมได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ หรือแม้แต่การตกแต่งหน้าบันเรือนไทยด้วยลวดลายพิเศษที่ต่างออกไป หรือสร้างขึ้นเพื่อการใช้สอยพิเศษเป็นการเฉพาะออกไป อาทิ เรือนไทยที่ทำหน้าที่เป็นหอไตร ณ วัดจันเสน จ.นครสวรรค์ (สถาปนิก:  อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ) เป็นต้น ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายศิลปกรรมแบบทวารวดีประกอบบนปั้นลม เพื่อสื่อความหมายทางศิลปกรรมของท้องถิ่น    หรือศาลาไทยที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษก็อาจมีตราสัญลักษณ์ติดบนหน้าบันเรือนไทย ดังเช่น เรือนไทยข้างพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น

image005

ศาลาไทย ข้างพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

ดังนั้นการคิดออกแบบส่วนของหน้าจั่วหรือหน้าบันของอาคารทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดถึงสาระสำคัญของอาคาร หรือผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างอาคารนั้น ๆ  อาทิ พระอุโบสถวัดพระแก้ว ซึ่งมีการตกแต่งลวดลายเป็นนารายณ์ทรงครุฑ เพื่อสื่อความหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และใช้ในการพระราชพิธีเป็นต้น

image007

หน้าบันพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ

การออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทวัดวาอาราม ในส่วนของหน้าบันจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง สามารถเสนอเรื่องราวอันเป็นสาระสำคัญส่งผ่านไปยังผู้ใช้งานอาคารได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้โดยมากจะต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระทางศาสนา จึงจะก่อเกิดเอกภาพทางการออกแบบและพลังที่ต่อเนื่องกันของสิ่งสำคัญที่ประดิษฐานอยู่ภายใน ช่วยยกระดับจรรโลงใจ สร้างศรัทธาให้แก่ผู้คน ซึ่งอยู่ที่ผู้ออกแบบจะเสกสร้าง ซึ่งต้องเคารพต่อปรัชญาการออกแบบงานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมดังที่ครูช่างได้สร้างสรรค์กันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่บางครั้งผู้ออกแบบ อาจมีความคิดที่จะนำเสนอเรื่องราวแปลกใหม่  ทั้งนี้สุดแท้แต่กระบวนการคิด แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสรรค์ความดีงามให้บังเกิดแก่สังคม เสริมสร้างศรัทธาอันสงบ ผ่องแผ้ว และความสว่างใจให้แก่พุทธบริษัทเป็นสำคัญ

รูปลักษณ์ของอาคารโดยรวมก็ไม่ต่างจากรูปลักษณ์ของคนคนหนึ่ง โดยหน้าบันของอาคารก็เปรียบดั่งหน้าตาของคนคนนั้น ฉะนั้นทั้งสองส่วนจึงมีความสำคัญควบคู่กัน ถ้ารูปร่างหน้าตาดี แต่หน้าตาไม่งาม ก็น่าเสียดาย เมื่องานออกแบบทั้งรูปทรงโดยรวมและหน้าตาสอดประสานกันเป็นอย่างดี ย่อมทำให้งานออกแบบนั้นมีความสมบูรณ์แบบในที่สุด ฉะนั้นส่วนของหน้าบันอาคารที่ถูกกำหนดให้เป็นด้านหน้าจึงเป็นด้านที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นส่วนที่ผู้คนพบเห็นได้ในทันทีที่มองมายังอาคารนั้น ๆ ในทางการออกแบบกล่าวได้ว่าเป็นประธานของการตกแต่งทั้งหมด ทั้งนี้ด้านหน้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ด้านสกัดเสมอไป ขึ้นอยู่กับการวางแบบผังทางสถาปัตยกรรมที่อาจยักเยื้องตามกลวิธีของผู้ออกแบบ หรือสภาพของที่ตั้งเป็นตัวกำหนด เช่นอาคารในลักษณะตรีมุข หรือจัตุรมุข  หรือลักษณะพิเศษอื่นๆ เป็นต้น

เมื่อผู้คนได้มองเห็นอาคารใดๆ และแหงนมองขึ้นไปบนหน้าจั่ว หน้าบัน ของอาคาร ย่อมรู้สึกสัมผัสถึงสาระสำคัญที่อาคารนั้นได้ส่งสารและสร้างความรู้สึกสำคัญให้แก่ผู้พบเห็น หน้าบันอาคารจึงเป็นเสมือนหน้าต่างทางความคิดความรู้สึก ที่อาคารนั้นมีต่อผู้คน และสังคม ทั้งหวังว่าผู้ได้พบเห็นจะบังเกิดความรู้สึกอันเจริญตาเจริญใจ และซึมซับความดีงามผ่านศิลปสถาปัตยกรรมที่งดงามนั้นโดยทั่วกัน

ข้อมูลและภาพ:  ประกิจ ลัคนผจง  © กุมภาพันธ์ 2557

 

 

™™

A-29-การออกแบบสถาปัตยกรรมไทยกับภูมิทัศน์วัฒนธรรม

image001 สถาปัตยกรรมในบริบททางวัฒนธรรม

สถาปัตยกรรมไทย : ในบริบทภูมิทัศน์วัฒนธรรม

เรื่องของภูมิทัศน์วัฒนธรรม หรือ cultural landscape  ในที่นี้อธิบายโดยอาศัยข้อมูลจากหนังสือ ซึ่งมีเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นจากทีมทำงานของ อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านสถาปัตยกรรมไทย ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (หรือสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติในสมัยนั้น) กับคณาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร   โดยตำราเล่มดังกล่าวได้รับการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลและสามารถตีพิมพ์ออกมาได้ในปี พ.ศ.2549  และเป็นองค์ความรู้สำคัญสู่การจัดอบรมให้แก่ชุมชนต่างๆ จากทุกภูมิภาคของประเทศ และพัฒนามาเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย  (เป็นการกล่าวถึงการจัดการของชุมชนอย่างง่ายๆ ที่หมายความถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นบนบริบททางวัฒนธรรมและธรรมชาติแวดล้อม เพื่อนำไปใช้ในการหาแนวทางเพื่อการจัดการชุมชน (ในบริบทของไทย) หมายรวมถึงวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ต่างจาก cultural landscape ที่ unesco ให้คำนิยามและใช้ในการทำงานด้านวัฒนธรรมที่เน้นย้ำไปยังตัวสภาพแวดล้อม และอาศัยเป็นเกณฑ์ในการทำงานเชิงอนุรักษ์)

ในแง่มุมของงานสถาปัตยกรรมไทย กับการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องราวของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรม หากเพียงแต่ละชุมชน ท้องถิ่น หรือเมือง จะดำเนินการจัดการกันอย่างไร สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลตามหลักวิชาการที่ได้เสนอแนะไว้หรือไม่

image003

ภูมิทัศน์วัฒนธรรมแบบสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดดเด่น

การพัฒนาตามที่ในตำรากล่าวว่า พอเพียงและยั่งยืน เป็นคำที่ต้องขอยกมาขยายความต่ออีกสักเล็กน้อย เนื่องจากความพอเพียงเป็นแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติในการทำการต่างๆ ของทุกคน ทุกชุมชน ทุกภาคส่วน ที่ว่าพอเพียงนั้นคือความสามารถในการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างพอเหมาะพอควรแก่ฐานะเฉพาะของแต่ละบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าย่อมแตกต่างกัน  ส่วนความยั่งยืน ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนรากฐานแห่งความมั่นคงที่ตนมี ทั้งภูมิความรู้ ภูมิปัญญา และมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมที่มี(ขยายความตามความเห็นของผู้เขียน)

และการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมนั้น มิได้หมายความแค่การจัดการสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ หรืออาคารบ้านเรือนสถานที่ต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เป็นลักษณะนามธรรม เช่นขนบธรรมเนียมประเพณี ความคิดความเชื่อต่างๆ ด้วย ซึ่งต้องตั้งอยู่บนรากฐานของสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ  การดำเนินการใดๆ อาจมีส่วนแห่งการผสมผสานสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นพลวัตรทางสังคมเข้าไปได้ แต่ต้องไม่เกินค่าระดับที่ทำลายมรดกภูมิปัญญาเดิมที่แต่ละชุมชนมี

งานสถาปัตยกรรมในท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน  มีลักษณะการจัดการได้ 3 แบบ คือ การอนุรักษ์, การปรับปรุง, และการพัฒนา ซึ่งไล่เรียงไปตามลำดับของการ ดูแลรักษามรดกทางวัฒนธรรมเดิมไว้ ไปจนกระทั่งสร้างสิ่งใหม่ที่จะกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่า ส่งต่อให้ลูกหลานต่อไปในอนาคตได้   ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะมีขอบเขตได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของชุมชนนั้น  ซึ่งลักษณะของความเป็นชุมชนหากมองภาพอย่างกว้างๆ ก็อาจแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ (ตามตำราการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม) คือ  ชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดดเด่น ซึ่งอาจมองว่าเป็นชุมชนลักษณะชนบทก็ได้  ต่อมาคือชุมชนที่มีความโดดเด่นทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของมนุษย์ทั้งรูปธรรมและนามธรรม บางท่านกล่าวว่าเป็นลักษณะชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท ซึ่งก็ถูกต้องแต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะลักษณะชุมชนวัฒนธรรมแบบนี้ อาจยังมีสภาพความเป็นชนบทอยู่มาก  แต่อาจมีงานเชิงวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ผสมผสานอยู่ด้วยก็ได้   และลักษณะสุดท้ายคือชุมชนในลักษณะสังคมเมืองที่การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเข้มข้น สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมีความสำคัญน้อยมาก ซึ่งจะประกอบด้วยอาคารบ้านเรือนมากมาย มีความซับซ้อนและยากต่อการจัดการที่สุดเพราะเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งรูปธรรมและนามธรรม

image005

งานสถาปัตยกรรมเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่มีทั้งการดูแลรักษาของเดิม และการออกแบบใหม่อย่างสอดคล้องกัน

งานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตามที่เราทำในปัจจุบันนี้ ยิ่งเป็นงานทางด้านสถาปัตยกรรม มันจะส่งผลกระทบต่อสังคมชุมชนนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาอันยาวนานเท่าที่ตัวสถาปัตยกรรมนั้นจะยังปรากฏอยู่ เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสังคม หรือพูดให้ดูยิ่งใหญ่คืออาณาจักรทางวัฒนธรรมแหล่งต่างๆ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองนั้น ล้วนมีการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่เฉพาะตนทั้งสิ้น แม้ว่าอาจมีความเกี่ยวเนื่องกับสังคมชุมชนอื่นบ้างนั่นก็เป็นเพราะปกติวิสัยแห่งการถ่ายเททางวัฒนธรรมที่ต้องมีการแลกรับปรับใช้ร่วมกัน สิ่งต่างๆในโลกนี้ที่เกิดการพัฒนาล้วนอยู่ในกระบวนการลักษณะนี้ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้นจะรักษาสืบทอดให้วัฒนธรรมของตนเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน หรือเป็นไป ตามอย่างที่มีโดยดาษดื่น และกลืนหายไปกับกาลเวลา  สิ่งพิสูจน์ความจริงดังกล่าวนี้คือ การให้ความสำคัญของผู้คนต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมที่แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสายนั่นเอง  นั่นย่อมนำมาซึ่งมากกว่าความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่น หรือสังคมเมืองในแห่งนั้นๆ และผลพลอยได้อื่นๆ จึงนับเป็นโบนัสที่ได้รับจากการมองเห็นคุณค่าทางสังคมที่ตนมี    เราอาจเรียนรู้คุณค่าความสำคัญของแต่ละแหล่งแห่งที่ในความเป็นเอกลักษณ์และความงามใดๆ ก็ตามที่เขามี แต่เราไม่อาจลอกเลียนแบบสิ่งที่ดีเหล่านั้นมาใส่ไว้ในพื้นที่หรือชุมชนของเราได้โดยตรง เช่นไปทำถนนคนเดิน แล้วก็มีการขายของซ้ำๆกันไปในทุกๆ แห่ง  การดึงเอาตัวตน วัฒนธรรม อาหารการกิน ความเป็นอยู่ หรือสภาพแวดล้อมที่ชุมชนนั้นๆ มี เข้ามาเชื่อมโยงกับการจัดการทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง การเรียนรู้จึงเป็นไปเพื่อการประยุกต์ปรับใช้ เฉกเช่นที่อดีตกาลนานมา สังคมไทยได้เรียนรู้ที่จะรับเอาวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ก่อเกิดเป็นมรดกทางสังคมใหม่ๆ แต่ไม่ได้ละทิ้งตัวตน และยังเป็นการสืบทอดต่อยอดทางวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ และรวมถึงคนต่างบ้านต่างเมืองได้ชื่นชม 

วันนี้เรามองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยรอบๆ ตัวกันบ้างหรือยัง และมองเห็นทิศทางการพัฒนาที่จะสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่สังคมชุมชนได้อย่างไรกันบ้าง   คำกล่าวสำคัญหนึ่งซึ่งยังใช้ได้เสมอคือ วันนี้คนสร้างเมือง แต่วันหนึ่งข้างหน้าเมืองนี้แหละที่จะสร้างคน

image007

เมรุถาวร วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ( สถาปนิก : จมร ปรปักษ์ประลัย  (สำนักโบราณคดี  กรมศิลปากร))

งานออกแบบใหม่ บนพื้นที่สำคัญทางวัฒนธรรมที่คำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม นับเป็นการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมในพื้นได้เป็นอย่างดี

ภาพเมรุถาวรฯ : ประกิจ ลัคนผจง

 

ข้อมูลอ้างอิง   : แนวทางการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรม โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม  และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศิลปากร,2549.

                   :  การจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน โดย สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ , 2551.

ที่มาภาพ       : หนังสือการจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชน , 2551.

ข้อมูลโดย     : ประกิจ ลัคนผจง  © ธันวาคม 2556

 

A-28-สถาปัตยกรรมไทยอย่างใหม่อย่างไร

image001

อาคารประดิษฐานหลวงพ่อโสธร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา

ผลงานออกแบบ อ.ประเวศ ลิมปรังษี ศิลปินแห่งชาติ

เรื่องของรูปร่างหน้าตาของอาคารในงานสถาปัตยกรรมไทยมักเป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยว่าทำไมจะต้องมีหน้าตาละม้ายคล้ายกันไปโดยตลอด เราจะออกแบบสร้างใหม่ให้ต่างออกไปจากที่เคยทำกันมาไม่ได้เชียวหรือ ความจริงการสร้างงานสถาปัตยกรรมเพื่อใช้เชิงวัฒนธรรม หรือกิจกรรมทางประเพณีนั้น ก็มิได้มีข้อกำหนดตายตัว หรือข้อบังคับ แม้กระทั่งกฎหมายควบคุมการออกแบบก่อสร้างด้วยซ้ำไป เป็นอันว่าจะทำเช่นไรก็คงสุดแท้แต่ความต้องการของเจ้าของโครงการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างอาคารเหล่านั้นเป็นสำคัญ รวมถึงทัศนคติที่มีต่องานทางวัฒนธรรมดังกล่าว 

ถ้าเช่นนั้น ทำไมคนสมัยก่อนจึงสร้างวัดวาอารามออกมาแล้วดูเหมือนๆ กันไปหมด หรือแม้แต่บ้านเรือนที่พักอาศัย ก็แทบจะไม่ต่างกัน   ถ้าเราสำรวจ ไปในทุกๆ พื้นที่   เราจะเห็นความเป็นกลุ่มก้อนทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ด้วยสังคมหรือชุมชนนั้นๆ  ปรากฏผ่านเครื่องมือทางวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม โดยสถาปัตยกรรม คือส่วนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และทั้งยังเป็นหลักฐานที่บ่งบอก ถึงความเจริญก้าวหน้าของกลุ่มชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการสร้างสรรค์ดังกล่าวอาจพูดได้กว้างๆ ว่าเป็นลักษณะงานช่างหลวงและงานช่างท้องถิ่น 

image003

วัดเกาะแก้วสุทธาราม จ.เพชรบุรี

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผู้คนต่างวัฒนธรรมกันจะมองการสร้างสรรค์วัฒนธรรมอื่นเป็นเสมือนหลักฐานแห่งความเจริญก้าวหน้าของแต่ละชุมชน  และตัวสถาปัตยกรรมไทย เฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นศาสนสถานหรือพระราชวังนั้น คือหน้าตาของบ้านเมืองเราในสมัยก่อนดังหลักฐานบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น คณะบาทหลวงเยซูอิดที่เดินทางเข้ามาโดยพระราชโองการของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในปี พ.ศ.2229 ได้กล่าวถึงเมืองกรุงศรีอยุธยาไว้ดังความตอนหนึ่งว่า

“…บ้านเรือนไม่งดงาม ส่วนพระเจดีย์ หรือวัดวาอารามของพระเจ้าทั้งหลายนั้น โอ่อ่าสวยงาม..

 และ คาร์ล เดอริงก์ ในบันทึก เยอรมันมองไทย ได้กล่าวถึงกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 ไว้ดังความตอนหนึ่งว่า

 “…ความเจริญของสถาปัตยกรรมด้านอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย นับว่าด้อยกว่าทางด้านการก่อสร้างวัดวาอารามมาก บ้านของชาวสยามนั้น สร้างกันเล็กๆ ทำให้ยิ่งแลเห็นขนาดความแตกต่างมากขึ้น เมื่อเทียบกับวัดวาอารามที่สร้างอย่างหรูหราสวยงามบนพื้นที่กว้างขวาง..

 แม้ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอาจไม่ได้เห็นตรงกับสิ่งที่บันทึกนี้ไว้ทั้งหมด แต่นี่คือหลักฐานที่ทำให้เห็นได้ว่า สถาปัตยกรรมเป็นตัวแทนของสังคม ที่คนอื่นๆ มองเข้ามาและให้คุณค่า ซึ่งย่อมเป็นไปตามทัศนคติและประสบการณ์ส่วนตนของผู้มองนั้น ๆ โดยส่วนหนึ่งคงอดไม่ได้ที่จะเอาวัฒนธรรมของตนเข้ามาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็นนั้น

ศิลปกรรมเป็นของสากล หากมีคุณค่าเข้าขั้นความเป็นศิลปะแล้ว ไม่ว่าใครก็ต่างต้องยกย่องเชิดชูด้วยกันทั้งหมด การสร้างสรรค์งานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมโดยอาศัยศิลปกรรมจึงเป็นสิ่งที่จะสร้างคุณค่าในตัวสถาปัตยกรรมที่ง่ายต่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งในระดับภายในชาติและ ต่างชาติ  โดยการสั่งสมเทคนิควิธีและวิธีการสร้างสรรค์ผ่านเนื้อหาสาระทางศาสนาและวัฒนธรรมที่มี  สืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เข้าสู่จุดสูงสุดแห่งความงามทางศิลปะ

แน่นอนว่าการริเริ่มทำสิ่งใหม่ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่การสร้างคุณค่า และความเป็นตัวแทนแห่งความเป็นชาติในช่วงเวลาที่ยังมีการรบพุ่งแย่งชิงดินแดน และสร้างเอกภาพทางสังคมย่อมส่งเสริมให้การสร้างเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนมีความสำคัญยิ่งไม่แพ้การสร้างความเป็นปึกแผ่นในด้านอื่นๆ ร่วมกัน

การทำงานศิลปสถาปัตยกรรมในสมัยก่อนอยู่ในลักษณะสายครูช่าง  ทำให้แบบแผนการสร้างสรรค์ได้ถูกรักษาไว้ได้ อีกทั้งครูช่างเองก็ยังวางแบบแผนทางการสร้างสรรค์ไว้ให้ลูกศิษย์ได้ดำเนินตามรอยต่อไป ด้วยเห็นว่าแบบแผนดังกล่าวคือความถูกต้องดีงาม ซึ่งผ่านกระบวนการกลั่นกรองมาแล้วจากรุ่นสู่รุ่น

image005พระมหามณฑปหลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม กรุงเทพฯ

         ผลงานออกแบบ พลอากาศตรี อาวุธเงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ        

การสร้างสรรค์ดังกล่าวเป็นเสมือนการฝึกฝนให้ช่างได้ทำงานในแบบที่ครูได้วางทางเดินไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดความชำนิชำนาญ ในที่สุดก็จะสามารถทำงานแทนครูและได้ผลงานตามสายงานช่างอย่างที่ครูทำ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏจึงมีความคล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด  และทำให้เกิดการรักษาสืบทอดแบบแผนการสร้างสรรค์มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน

image007

 พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สาธารณรัฐอินเดีย

ผลงานออกแบบ  อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ

รูปแบบงานศิลปสถาปัตยกรรมในแบบประเพณี  อาจดูเป็นสิ่งที่ทำซ้ำ แต่ในรายละเอียดของการสร้างสรรค์มักจะมีแง่มุมทางความคิด และการพลิกแพลงในบางจุดของงานศิลปะที่แตกต่างกันไปในแต่ละผลงาน แต่ไม่ทำให้สูญเสียความเป็นงานแบบประเพณีไป ทำให้คุณค่าแห่งศิลปสถาปัตยกรรมนั้นยังเป็นที่ยอมรับโดยไม่ต้องถกเถียง แต่แน่นอนว่าวิถีทางดังกล่าวอาจไม่เป็นที่ถูกใจ ผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่ปัจจุบันมีระดับความเร่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงสังคมเป็นอย่างมาก ชนิดที่งานแบบประเพณีไม่อาจลงลู่วิ่งเดียวกันได้ทัน   ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดทั้งผู้ต้องการเห็นสิ่งใหม่ กับมิใช่สิ่งผิดที่ผู้ออกแบบ ต้องการที่จะสืบสานงานแบบแผนเอาไว้ ด้วยเห็นว่าคุณค่าเดิมเป็นสิ่งที่ยังเป็นที่ต้องการของทั้งผู้ออกแบบและสังคม    ส่วนในความคิดเห็นอื่นๆ ย่อมสร้างความหลากหลายในงานศิลปสถาปัตยกรรมให้ปรากฏในปัจจุบัน                

ข้อสรุปที่มิใช่คำตอบ อาจเป็นเพราะผู้คนในสังคมปัจจุบันมีความเป็นปัจเจกและหลากหลายในทุกๆ มิติ   ไม่ได้เป็นสังคมรวมหมู่แบบเดิม การเข้าใจผู้คนในสังคมที่มีความคิดแตกต่างกันมากมายทั้งเชิงพฤติกรรมการใช้งาน หรือรสนิยมทางศิลปะ รวมทั้งโลกทัศน์และชีวทัศน์ที่มีต่อพุทธศาสนา จึงอาจเป็นวิถีทางที่ทำให้เข้าใจการปรากฏของพุทธศิลปสถาปัตยกรรมที่หลากหลายด้วยเช่นกัน  ในบางจังหวะหรือบางส่วนการปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นความต้องการของชุมชน  ในขณะที่บางแห่งก็อาจยังต้องการคุณค่าเดิมให้ดำรงอยู่สืบต่อไป ถ้าปลายทางของการออกแบบสร้างสรรค์คือการส่งเสริมศรัทธาและสร้างความเจริญแห่งจิตให้บังเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมเป็นหนทางที่เหมาะควรด้วยกันทั้งหมดอย่างแน่นอน

งานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมอาจไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบทางศิลปกรรมเช่นเดิม แต่การสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ควรให้คุณค่าเดิมยังสืบสานต่อไป สถาปัตยกรรมเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ แต่หากได้มีประสบการณ์ในการเรียนรู้ก็ย่อมจะสามารถทำงานสืบสานอย่างสร้างสรรค์ได้ การสร้างสิ่งใหม่ อาจเป็นความถูกใจ และเชื่อว่าสิ่งนั้นคือคุณค่าทางสังคมใหม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากต่อการอธิบายให้ผู้คนเข้าใจได้ง่าย หากเรามองย้อนเหตุการณ์ไปในครั้งหนึ่งซึ่งมีการประกวดนางงามระดับสากล ไทยเราได้ออกแบบชุดแต่งกายเป็นรถตุ๊กๆ ซึ่งความแปลกใหม่ดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้สนใจใคร่เห็นอะไรเช่นนี้อย่างมาก และเหตุการณ์ดังกล่าวก็ได้เกิดการวิพากษ์มากมายทั้งในเชิงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หรืออีกครั้งหนึ่งที่นักออกแบบได้นำผังวัดพระแก้วไปประยุกต์เป็นลายผ้าและให้นางงามสวมใส่ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นั้น ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ควรตั้งคำถามถึงคำว่า “สร้างสรรค์” อย่างมาก 

ความแปลกใหม่ ถ้าเป็นที่ชื่นชมและยอมรับเป็นเวลานานผ่านกาลเวลาไปเท่าใดก็ยังเป็นเช่นนั้น ทั้งสะท้อนถึงสังคมวัฒนธรรมที่สั่งสมมาเป็นเวลาช้านานของสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ  นั่นย่อมกล่าวได้ว่าผลงานดังกล่าวเป็นผลงานที่มีคุณค่า และอาจขึ้นหิ้งเป็นมรดกของสังคมนั้นๆไป หรือถ้าคุณค่าดังกล่าวเปี่ยมล้นก็อาจทำให้กลายเป็นมรดกโลกไปในที่สุดได้

สถาปัตยกรรมเมื่อถูกรังสรรค์ขึ้นแล้วย่อมดำรงอยู่ตราบเท่าที่วัสดุ โครงสร้าง จะยังชีพให้ปรากฏต่อโลกได้ เว้นแต่มนุษย์จะไปทำลายลงเสีย สถาปัตยกรรมจึงปรากฏอยู่นานและเป็นของสาธารณะหาได้เก็บไว้ดูเองเพียงคนเดียวได้ การสร้างสรรค์จึงต้องรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนหนึ่ง ยิ่งสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้สังคมโดยตรง เป็นอาคารสาธารณะ ยิ่งต้องคำนึงถึงสิ่งนี้

การคิดออกแบบโดยการขาดความเข้าใจ หยิบบางสิ่งผสมบางอย่างโดยเห็นว่าแต่ละสิ่งอย่างที่หยิบมาใช้เป็นสิ่งดี โดยขาดความรู้ อาจได้สถาปัตยกรรมสายพันธุ์ใหม่ที่ผู้ออกแบบไม่เข้าใจว่ามีปัญหาอย่างไร เราอาจกล่าวได้ว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นเหมือนการแต่งกาย การแต่งกายในโอกาสต่างๆ ย่อมมีกาละเทศะเป็นตัวกำหนดการแต่งกายนั้นๆ ยิ่งกว่านั้นชุดที่ใส่บางชุดก็ถูกสงวนไว้ให้สวมใส่ได้เฉพาะบางบุคคลด้วยเช่นกัน หากคนอื่นไปสวมใส่ชุดดังกล่าวถือว่าไม่เหมาะสม (ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจไม่ได้ผิดกฎหมาย )

ภาษามีคำสวยๆ คำเพราะๆ หลายคำ ที่เราเลือกหยิบมาผูกขึ้นเป็นประโยคได้ แต่หากผู้ผูกประโยคมิได้แตกฉานในทางภาษาหรือวรรณกรรม ประโยคนั้นก็อาจฟังดูแปร่งหู หรือ อาจถึงขั้นอ่านไม่รู้เรื่องได้ เราอาจเคยได้อ่านประโยคบางประโยคที่ฟังดูไพเราะ แต่ไม่รู้เรื่อง  และแม้คำที่ไพเราะเหล่านั้นก็อาจเป็นคำที่ใช้เฉพาะสำหรับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งอาจนำมาใช้ในสถานการณ์จำเพาะส่วนตัวได้ แต่จะนำมาใช้เป็นทางการกับบุคคลอื่นไม่ได้ เพราะเป็นคำที่มีกาลเทศะทางสังคม

การที่จะบอกว่างานสถาปัตยกรรมไทยควรออกแบบใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และทิศทางของการทำงานของผู้ออกแบบก็ย่อมต้องการทำงานเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะการทำงานออกแบบซ้ำๆ แบบเดิมคงเป็นเรื่องที่ผู้ออกแบบยอมไม่ได้ และงานสถาปัตยกรรมเมื่อสร้างเสร็จแล้วจะเป็นผลงานของสังคม จึงควรต้องให้ความสำคัญในกระบวนการศึกษาและออกแบบให้ดี เพราะงานครูที่ผ่านมาผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีใครจะไปถกเถียงว่าไม่ดี ไม่งาม เลยแม้แต่น้อย ..

 

ขอขอบคุณ นิติกร สิงห์ลอ, พนิดา จันทร์วีนุกูล ,วรุต อินทร์อยู่ สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดประกอบบทความ

ภาพและข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง © มกราคม 2557

    

A-27-กาละเทศะในการออกแบบกับฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย

image001

บริเวณหมู่พระวิมานในพระบรมมหาราชวัง

สถาปัตยกรรมไทย : ฐานานุศักดิ์ อย่างไร 1

 

 

image003

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

งานสถาปัตยกรรมไทยนั้น มีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญที่มีแบบแผนในการใช้สอยและการออกแบบมาช้านาน คำหนึ่งซึ่งคนในแวดวงสถาปัตยกรรมไทยจะต้องเคยได้ยินคือ “ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย” คำนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไร และยังจำเป็นอยู่กี่มากน้อยในสภาพสังคมปัจจุบัน

 ฐานานุศักดิ์ หากจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในสมัยก่อน อาคารบ้านเรือนนับแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงวัดวาอารามล้วนมีระเบียบในการออกแบบสร้างสรรค์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของฐานานุศักดิ์ทั้งสิ้น ดูอย่างง่ายที่สุดคือบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปสร้างอย่างง่ายๆ ด้วยไม้ไผ่มุงจากมุงแฝก เข้าทำนองเรือนเครื่องผูกหรือเรือนชั่วคราว ในขณะที่บ้านของบุคคลที่มีฐานะทางสังคมจะได้รับการอนุญาตให้มุงด้วยกระเบื้อง หรือทำฝาเรือนเป็นไม้ ทั้งตกแต่งเครื่องประกอบเรือนให้งดงามได้มากขึ้นโดยลำดับชั้นทางสังคม  ยิ่งถ้าเป็นวัดวาอารามที่สร้างขึ้นด้วยศรัทธาขององค์พระมหากษัตริย์ ย่อมมีรูปแบบที่งดงามและรุ่มรวยไปด้วยศิลปกรรมอันประณีตอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงถึงพระราชศรัทธา และความสำคัญของอาคารที่มีต่อสังคมไทยประกอบกัน  ส่วนอาคารในพระบรมมหาราชวังนั้นคงไม่เป็นที่สงสัยถึงความสมบูรณ์ของงานออกแบบที่คำนึงถึงฐานานุศักดิ์อย่างชัดเจน  แต่เรื่องดังกล่าวจะยังสำคัญอย่างไรในปัจจุบันนี้

 

อาคารประเภทพุทธศาสนสถานกับงานเนื่องในองค์พระมหากษัตริย์หากสังเกตดูจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านรูปแบบและการตกแต่ง มองดูโดยรวมภายนอกจะพบว่ามีการตกแต่งส่วนหลังคาในลักษณะที่เราคุ้นเคยกัน คือ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์  หรือมีการตกแต่งซุ้มประตูและหน้าต่างในทำนองเดียวกัน รวมไปถึงเครื่องยอดหลังคาในรูปแบบต่างๆ  ทำให้คิดได้ว่างานสถาปัตยกรรมไทยทั้งสองส่วนนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก  เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันทางศาสนา ต่างทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่สังคมไทยมาโดยตลอด เนื่องเพราะสังคมไม่อาจอยู่ได้ลอย ๆ โดยไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวให้เกิดความมั่นคงทั้งทางกายและใจ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแต่อดีตสร้างความเจริญทางวัฒนธรรม การเมือง การปกครองมาอย่างยาวนาน การปรากฏตัวผ่านรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของทั้งสองส่วนย่อมช่วยให้ผู้คนในสังคมเกิดการรับรู้ถึงการมีอยู่ และมีความอบอุ่นใจรวมถึงความเป็นชาติไปโดยปริยาย (ตามทัศนะของผู้เขียน)   และอย่างที่เคยกล่าวถึงแล้วว่า การตกแต่งลวดลายหรือเครื่องประดับต่างๆ ในอาคารเปรียบเสมือนอาภรณ์ในงานสถาปัตยกรรม ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะกล่าวว่างานตกแต่งต่างๆ นั้น   เปรียบเสมือนชุดแต่งตัวเฉพาะบุคคลอันหมายแทนถึงเจ้าของอาคารนั้นๆ  และต้องเหมาะแก่การใช้งานหรือการใช้สอยของอาคารนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งนี่เองที่ทำให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยในอาคารทั้งสองประเภทมีฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน

เรื่องดังกล่าวหากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงสรุปได้ว่า เป็นเรื่องของกาลเทศะ หรือความเหมาะควรในการออกแบบ ซึ่งรูปแบบและองค์ประกอบที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมไทยจะมีนัยยะความหมายของอาคารแฝงอยู่ด้วย   สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบต่างๆเหล่านั้น จึงย่อมสัมพันธ์กับการใช้สอยหรือผู้ที่หมายแทนถึงหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้น ๆ  โดยตรง  ทังนี้ฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ถือเป็นจักรพรรดิราชโดยทางโลก ส่วนองค์พระพุทธเจ้าเป็นจักรพรรดิราชในทางธรรม(พระพุทธเจ้าเองทรงเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์โดยพระชาติกำเนิด) องค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพุทธศาสนามาแต่อดีต(แต่ด้วยพระเมตตาบารมี ก็ทรงเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นๆ สามารถดำเนินไปภายใต้พระราชอาณาจักรโดยมิได้ปิดกั้น) นั่นคือการที่พระเจ้าแผ่นดินได้สนับสนุนส่งเสริมกิจการงานพระพุทธศาสนามาโดยตลอด  พระราชภารกิจทางพุทธศาสนาที่เป็นรูปธรรมเป็นที่รับรู้ของประชาชนดี คือการสร้าง ซ่อม ดูแลวัดวาอารามที่มีอยู่ในประเทศไทยอย่างมากมาย ทั้งโดยพระราชศรัทธาโดยตรง และโดยอ้อม(ผ่านข้าราชบริพาร)   สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเนื่องด้วยศาสนาที่ทรงสร้าง ได้เป็นแบบอย่างของการสร้างสรรค์ที่ได้รับการสืบทอดต่อๆ กันมา โดยลดหลั่นในทางศิลปกรรมน้อยลงตามลำดับฐานะของผู้สร้าง ทั้งด้วยกาลเทศะ และด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ

 image005

วัดราชบพิธสถิตมหาศรีมาราม ราชวรวิหาร

นี่เองที่ทำให้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอาคารเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันทางศาสนาที่พระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกมีความสัมพันธ์กัน หากแต่อาคารต่างๆ ในวัดวาอารามที่สร้างในปัจจุบันนี้มิได้ก่อเกิดด้วยเหตุปัจจัยดังที่เคยเป็นมา อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดการหยิบยืมสัญลักษณ์อันเป็นฐานานุศักดิ์ของอาคารมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมบ้าง ไม่ถูกต้องเหมาะสมบ้าง  ไม่ต่างจากการหยิบยืมอาภรณ์มาสวมใส่อย่างผิดฝาผิดตัว ผิดกาลเทศะด้วยความเข้าใจผิด   ที่มุ่งไปที่ความงามของรูปแบบมากกว่าการคำนึงถึงความหมายที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสมในการนำไปใช้

การสร้างงานสถาปัตยกรรมไทยในสมัยก่อน มีรูปแบบที่ถูกสงวนด้วยระเบียบแบบแผนเป็นตัวกำหนด จนอาจมีบางคนเอากฏเกณฑ์ในปัจจุบันไปชี้วัดการสร้างสรรค์ในอดีต ซึ่งตามจริงงานทั้งสองส่วนเกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขทางด้านสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนละห้วงเวลา ในต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ก็มีกฏเกณฑ์ที่ใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงลำดับชั้นทางสังคมเช่นเดียวกัน อาทิ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมอย่างจีน ก็มีระเบียบกฏเกณฑ์ในการออกแบบอาคารเช่นว่า การออกแบบผังอาคารสำหรับจักรพรรดิ กำหนดให้วางผังอาคารเป็น 9 ช่วง สำหรับเจ้าชายจะวางเป็น 7 ช่วง ส่วนขุนนางจะวางเป็น 5 ช่วง และผู้คงแก่เรียน(น่าจะหมายถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิต-ผู้เขียน) จะวางเป็น 3 ช่วง  อีกทั้งยังกำหนดให้หลังคากระเบื้องของพระจักรพรรดิใช้สีเหลือง ส่วนกลุ่มของชนชั้นที่ลดหลั่นลงมาจะใช้สีเขียวหรือม่วง เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นข้อสรุปที่ยุติได้ว่า การสร้างงานสถาปัตยกรรมนั้นมีฐานานุศักดิ์อย่างชัดเจนเป็นลักษณะสากล

 

image009

อาคารสำหรับพระจักรพรรดิจะวางช่วงเสาภายใน 9 ช่วงเสา

อ.นิจ หิญชีระนันท์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า ถนนมีกฎจราจรฉันใด ในสังคมก็ต้องมีระบบกริยามารยาทฉันนั้น นี่คือการเปรียบเทียบอย่างง่าย ๆ   โดยสถาปัตยกรรมที่แสดงฐานานุศักดิ์คือตัวอย่างดังเช่น การทำประตู 3 ช่อง เช่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว ช่องกลางใช้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น ช่องข้างคือขุนนาง ข้าราชบริพารต่างๆ   หลังคาท้องพระโรงระดับเจ้าฟ้ามีมุขลด 2 ชั้น ส่วนระดับพระองค์เจ้าลงมามีหลังคาชั้นเดียว  หรือกำแพงวังระดับเจ้าฟ้าขึ้นไปจึงจะใช้ใบเสมาได้    อ.นิจยังกล่าวถึงห้างร้าน ภัตตาคารที่สร้างขึ้นเป็นทรงไทยมีช่อฟ้า ใบระกา อย่างพระที่นั่งนั้นนับเป็นการไม่เรียบร้อย ขาดการพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านฐานานุศักดิ์  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะหลังจากนั้นมา ก็ยังคงปรากฏการสร้างงานในลักษณะดังกล่าวอยู่อีก โดยเฉพาะในโรงแรม รีสอร์ต ที่ต้องการเอกลักษณ์ของความเป็นไทย

image011

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยที่ใช้กับอาคารทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์

ตามจริงแล้วงานออกแบบที่เกี่ยวเนื่องกับงานทางศาสนา ดูจะเป็นงานที่มีโอกาสในการหยิบยืมรูปลักษณ์และองค์ประกอบทางด้านศิลปสถาปัตยกรรมไทยที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีไปใช้ได้อย่างมากมายและกว้างขวางที่สุด เพราะโดยเนื้อหาสาระแล้วจะเห็นได้ว่า มีความสอดคล้องกัน ในขณะที่งานออกแบบในลักษณะอื่น ซึ่งได้หยิบยืมทั้งรูปแบบและองค์ประกอบดังกล่าวไปใช้ ดูจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกาละเทศะและฐานานุศักดิ์ในการใช้งานได้ง่ายกว่า เพราะคติความหมายขององค์ประกอบเหล่านั้น ไม่อาจนำไปใช้ในลักษณะอาคารสาธารณะทั่วไปได้  แต่กระนั้นก็ดีงานทางพุทธสถานเองก็ยังมีการหยิบรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสมได้  เช่น การทำตามอย่าง งานชั้นสูง ประหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชนิดเดียวกันกับที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอาภรณ์และเครื่องประกอบยศชนิดนั้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงเป็นไปด้วยความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง

image013

อาคารวิหารหลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (สถาปนิก : พ.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ ) งานออกแบบที่แสดงถึงฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยคำนึงถึงเนื้อหาสาระของการใช้งานอย่างเหมาะสม

อาทิ การยกยอดหลังคาอาคารขึ้นเป็นทรงมณฑป  แต่ภายในอาคารนั้นมิได้มีการใช้งานที่สอดคล้องกับเครื่องหลังคาดังกล่าว  เราจะกล่าวว่าอาภรณ์ในลักษณะยอดอาคารที่ดูคล้ายมงกุฎสวมหัว หรือที่เปรียบได้กับฉัตรกางกั้นอยู่ด้านบนนี้ จะเหมาะสมแก่สิ่งที่อยู่ภายใต้สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมชนิดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ตามจริงแล้วองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชนิดนี้ถือเป็นของสูงศักดิ์ ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้กับงานทั่วไป  ข้อมูลจาก อ.ประเวศ ลิมปรังษี  ศิลปินแห่งชาติ ในวารสารหน้าจั่วบอกไว้ชัดเจนว่า ยอดอาคารในลักษณะนี้ใช้สำหรับงานในสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืองานในทางศาสนาเช่นมณฑปพระพุทธบาทหรือหอพระไตรปิฎก เป็นสำคัญ  ในเมื่อเนื้อหาสาระและวิธีการออกแบบมันขัดแย้งกันอยู่ในตัว  เปรียบได้ดั่งเราเอาฉัตรมาแขวนเหนือที่นอนของตน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้เพียงเพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบที่สวยงามเท่านั้น   เรื่องดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากผู้เกี่ยวข้องเข้าใจดีถึงคุณค่า ความหมาย และฐานานุศักดิ์ ที่ผูกติดอยู่กับลักษณะศิลปสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อน ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ขึ้น

หากเรามีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวนี้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้การงอกงามของศิลปสถาปัตยกรรมไทย เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมแก่กาลเทศะและการใช้สอย ผู้เขียนเห็นว่าหากมีความจำเป็นในการใช้งานอาคารที่ต้องการขึ้นยอด ก็จำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้มีความจำเพาะตัวที่แตกต่างจากเครื่องทรงที่ใช้ประกอบฐานานุศักดิ์นั้นเสียใหม่ ซึ่งเรี่องดังกล่าวย่อมอยู่ในวิสัยที่สถาปนิกสามารถคิดและหาทางในการทำงานออกแบบสืบต่อไปได้ เพื่อธำรงรักษาฉันทลักษณ์หรือไวยกรณ์ทางการออกแบบให้เป็นไปด้วยความเคารพ และรักษาระเบียบวิธีทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยให้คงอยู่ และสืบสานงานอย่างสร้างสรรค์สืบไป

 

 

ข้อมูลอ้างอิง :

ประวัติศาสต์และแบบอย่างศิลปะโดยสังเขป โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/แปลและเรียบเรียง โดย เขียน ยิ้มศิริ  ,พิมพ์ครั้งที่ 3, 2550.

วารสารหน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย  กันยายน 2550 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

สถาปัตยกรรมไทย  ปาฐกถา ชุด สิรินธร”  ครั้งที่ โดย นายนิจ หิญชีระนันท์  จัดพิมพ์โดยสถาบันอาศรมศิลป์ ,2550

 

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง © พฤศจิกายน 2556

 

 

 

 

 

 

 

 

 

A-26-ผัง ความงาม ความสงบ

image001

ผังเขตพุทธาวาส วัดธัมมธโร กรุงแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย

สถาปนิก : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ / วิศวกร : ผศ.บัญชา ชุ่มเกษร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

(ภาพประกอบบทความ)

สถาปัตยกรรมไทย : ผังอารามกับความงามอย่างสงบ

ในงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทวัดวาอารามนั้น หากเราได้เข้าไปสัมผัสกับสถาปัตยกรรมและบรรยากาศในพื้นที่ซึ่งได้รับการออกแบบไว้อย่างดี ย่อมรู้สึกได้ว่าจิตใจดูจะผ่อนคลาย มีอาการอย่างสงบแต่ก็รื่นรมย์อยู่ในขณะจิตนั้น ด้วยเพราะงานสถาปัตยกรรมอย่างที่เรียกกันว่าสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีนั้น มีการก่อรูปก่อร่าง วางผัง และตั้งใจตกแต่งประดับประดาอย่างมีระเบียบแบบแผนอันเหมาะสมแก่การเป็นพุทธสถาน  สถานที่ซึ่งควรจะปลุกจิตปลุกใจให้เบิกบานและสงบ  อย่างสภาวะจิต อันเป็นแนวทางตามคำสอนทางศาสนาต้องการที่จะโน้มนำให้ไปถึง

 

ฉะนั้นพุทธสถาปัตยกรรมที่ปรากฏ จึงได้รับการวางตัวอย่างสงบนิ่งอยู่ในผังแกนที่มีความสมดุล มุ่งเข้าสู่ส่วนกลางอันสำคัญของผังดังเช่นเจดีย์ หรือพระอุโบสถ เป็นต้น  องค์ประกอบที่จัดวางให้เกิดการโน้มนำเข้าสู่ศูนย์กลางมิใช่เป็นเหตุบังเอิญหรือจัดวางไปอย่างไร้จุดหมาย  แต่ครูบาอาจารย์ผู้รังสรรค์ผลงานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมไทยล้วนเข้าใจความสำคัญของการจัดวางผังในลักษณะนี้ดี และดำเนินรอยตามกันมานับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

หากเราได้สังเกตงานทางศาสนสถานอื่นๆ นอกเหนือจากพุทธสถานแล้วก็จะเห็นว่ามีแนวโน้มในการสร้างผังแกนที่มีความสมดุลย์และมุ่งเข้าสู่สิ่งสำคัญในสถานที่นั้น เช่นกัน อาทิเช่น ผังปราสาทหินในวัฒนธรรมเขมร เป็นต้น

image003
อาคารประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ  วัดนางชี ภาษีเจริญ

สถาปนิก : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ / วิศวกร : ผศ.บัญชา ชุ่มเกษร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

(ภาพประกอบบทความ)

วัฒนธรรมในการสร้างวัดวาอารามที่ปรากฏในผืนแผ่นดินไทย  หากย้อนไปในสมัยสุโขทัย ซึ่งถือเป็นช่วงสมัยที่มีหลักฐานปรากฏชัด  แต่ผังเหล่านั้นมักจะเป็นการเน้นความสำคัญให้แก่องค์เจดีย์ประธาน ที่มีองค์ประกอบรายล้อมไม่มากนัก เช่นวัดมหาธาตุ เป็นต้น หากขยับลงมาถึงสมัยอยุธยาก็จะเห็นผังที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เห็นถึงการสร้างแนวแกนที่มุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางอย่างชัดเจน ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวก่อเกิดมาพร้อมๆกับการรับอารยธรรมเขมร ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะการเมืองการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมจึงมีความสอดรับกัน การวางผังในลักษณะเน้นสู่ศูนย์กลาง สะท้อนถึงพระราชอำนาจและพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินผู้สร้างสรรค์วัดวาอารามเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

การวางผังดังกล่าวยังสอดรับกับหลักจิตวิทยาทางการออกแบบ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งซึ่งอยู่กลางผังสำคัญ ซึ่งตามคตินิยมเดิมเจดีย์คือประธานของผัง   ที่นอกจากการปรากฏของเส้นแกนสู่ศูนย์กลางแล้ว ก็ยังมีเส้นดิ่งอันเกิดจากเส้นทรงขององค์เจดีย์ที่พุ่งสู่เบื้องบน ที่เป็นดั่งการรวมแนวแกนโดยรอบในแนวราบเข้าสู่เส้นแกนในแนวดิ่ง นับเป็นการเชื่อมโยงสิ่งสำคัญที่อยู่ในสถานที่นั้นเข้ากับสิ่งสำคัญเบื้องบน  ซึ่งสอดรับกับโลกทัศน์ของผู้คนทุกยุคทุกสมัยที่มีต่อสิ่งที่เคารพนับถือ สร้างความรู้สึกถึงความสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ โดยระเบียบที่เกิดขึ้นในผังทางสถาปัตยกรรมนี้จะสร้างความรู้สึกให้ผู้เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว มีระเบียบทั้งทางความคิด และการประพฤติตนอย่างสอดรับกัน  และด้วยการปรากฏขององค์ประกอบที่มีจะทำให้ผู้เข้าถึงพื้นที่ดังกล่าว สามารถคาดเดาได้ถึงภาพรวมของผังทั้งหมดที่มีความสมดุลเป็นเอกภาพที่เน้นเข้าสู่ศูนย์กลางของผังได้ไม่ยาก  การสร้างสิ่งที่ปรากฏในความคิดให้ชัดเจนได้แม้ไม่เห็นองค์ประกอบในวัดทั้งหมดนี้  ช่วยให้สภาวะของจิตไม่ต้องวิ่งหาคำตอบที่คลุมเครือของผังรวมอีกต่อไป และพร้อมที่จะวางใจให้เข้าสู่สภาวะที่สงบลงได้ง่ายขึ้น

การสร้างแนวแกนสำคัญให้ปรากฏในผังนี้ ถือได้ว่าเป็นการจัดระเบียบอันชัดเจนและเข้มข้น ที่หากไม่มีองค์ประกอบอื่นๆทางด้านงานออกแบบเข้ามาผสมผสานก็จะสร้างความแข็งเกร็งให้แก่พื้นที่นั้น  งานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมดีๆ จึงอาศัยความสุนทรีย์ทางศิลปกรรมนับแต่เส้นสาย และลวดลายต่าง ๆ เข้ามาช่วยปลอบประโลมความแข็งกร้าวนั้นให้นุ่มนวลขึ้น เป็นดั่งกริยาอาการของนักบวชที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่ก็มีความอ่อนโยนอยู่ในที  นอกจากนั้นลักษณะของผังดังกล่าวยังช่วยสร้างความรู้สึกสงบให้เกิดขึ้นในใจของผู้ผ่านเข้าสู่พื้นที่นั้นได้ เนื่องจากความนิ่งของผังที่มีความสมดุลย์อย่างสมมาตรนั้นเอง แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ช่วยสร้างความรู้สึกสงบยังอาศัยองค์ประกอบทางการออกแบบอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การจัดวางสิ่งที่ประกอบอาคารเป็นจังหวะๆ ต่อเนื่องไป หรือที่ว่างที่มีความนิ่งสงบ ก็ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ร่วมด้วยทั้งสิ้น  โดยมากสิ่งประกอบทั้งหลายยังแต่งแต้มด้วยศิลปกรรมต่างๆ ที่ช่วยขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยนและเบิกบานไปพร้อม ๆ กัน

image005 image007

วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

(ภาพประกอบบทความ)

ฉะนั้นแล้วผู้ที่ผ่านเข้าไปในพุทธสถานที่ได้รับการออกแบบจัดวางอย่างสมบูรณ์ทั้งผังและองค์ประกอบต่าง ๆ อย่างดี  ย่อมสัมผัสถึงความสงบ และอ่อนโยนได้  ผ่านระเบียบทางการออกแบบ และศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ความสมบูรณ์ในงานสถาปัตยกรรมจะเกิดขึ้นได้ ผู้ออกแบบต้องมีความรู้ความเข้าใจในแบบแผนงานสร้างสรรค์ทางด้านสถาปัตยกรรมไทยเป็นอย่างดี และเข้าใจถึงหลักวิธีในการออกแบบทางสถาปัตยกรรม จึงจะสามารถสร้างสรรค์ที่ว่างที่ต้องการขึ้นมารับใช้ผู้คนได้อย่างตรงเป้าหมาย   ท้ายที่สุดสิ่งที่ปรากฏนี้ ต้องช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่สังคมโดยรวม อันเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญของงานสถาปัตยกรรมดีๆ ทั้งหลายที่ไม่ว่านานเท่าไหร่ ผู้คนก็ยังอยากกลับมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ สัญลักษณ์แห่งพระสถูป โดย เอเดรียน สนอดกราส,สำนักพิมพ์อมรินทร์วิชาการ,2541.

ที่มาภาพ : ประกิจ ลัคนผจง

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © พฤศจิกายน 2556

A-25-อาคารประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 9

image009

 อาคาประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระบรมมหาราชวัง

สถาปนิก : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ / วิศวกร : ผศ.บัญชา ชุ่มเกษร    

( คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร )

อาคารประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในวันนี้หากใครได้มีโอกาสแวะเวียนไปวัดพระแก้วจะสังเกตเห็นอาคารหลังใหม่ขนาดไม่ใหญ่ไม่โต ตั้งอยู่อย่างสง่างามบริเวณสนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

อาคารหลังเล็กๆ แต่มีความสง่างามหลังนี้คือ อาคารประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ซึ่งนับเป็นพระบรมรูปขนาดใหญ่พระองค์แรกที่ได้รับการประดิษฐานในแผ่นดินไทยภายใต้อาคารที่มีรูปทรงแปลกตาแตกต่างไปจากอาคารที่อยู่โดยรอบในบริเวณ พระบรมมหาราชวังนั้น

อาคารดังกล่าวออกแบบโดย อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ  (อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสถาปัตยกรรมไทยประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร- ผู้ก่อตั้งหลักสูตรสถาปัตยกรรมไทยทั้งในระดับปริญญาบัณฑิตและมหาบัณฑิต รวมถึงการจัดตั้งสถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ) วิศวกรคือ ผศ.บัญชา ชุ่มเกษร(คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

image001

อาคารประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี้ ถือเป็นหลังที่สองแล้ว เพราะอาคารหลังแรกได้ถูกสร้างขึ้นที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตรประเทศสาธารณรัฐอินเดีย

ปฐมบทแห่งการก่อสร้าง  เป็นไปเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชภายใต้ดำริของพระสุเมธาธิบดี (อดีตอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯในขณะนั้น) โดยมีพระราชรัตนรังษี (ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ในขณะนั้น) เป็นผู้ดูแลและดำเนินงาน โดยศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย(ปัจจุบันคือมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย)  และชาวพุทธในประเทศอินเดีย เพื่อเป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับสู่แดนมาตุภูมิ คือเมืองดับขันธปรินิพพาน อันเป็นหนึ่งในสี่สังเวชนียสถานสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก น้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา

เมื่องานก่อสร้างเสนาสนะได้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา พระมหาธาตุเจดีย์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีพระราชดำริในแบบร่าง และมีพระราชศรัทธาถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นต้นบุญในการก่อสร้างและบำรุงรักษาพระเจดีย์องค์นี้ทางวัดจึงได้มีดำริในการจัดสร้างพระบรมรูปขึ้น โดยคณะกรรมการวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย  ได้เชิญให้อาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ และสถาปนิกผู้ถวายงานออกแบบพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา   มาเป็นผู้ออกแบบอาคารประดิษฐานพระบรมรูปฯ ถวายพระองค์ท่าน อีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการก่อสร้างอาคารหลังดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์   ฯพณฯ ธวัชชัย ทวีศรี ร่วมกับทางคณะกรรมการวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย  ได้น้อมใจร่วมกันจัดสร้าง อาคารประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมพระบรมรูป ในลักษณะเดียวกับที่จัดสร้างในวัดไทยกุสินนาราเฉลิมราชย์ สาธารณรัฐอินเดีย ขึ้นอีกหนึ่งหลังไว้ในประเทศไทย เพื่อให้ชาวไทยได้มีโอกาสชื่นชมเสมือนหนึ่งได้ไปเยือนที่อินเดีย  โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้สามารถจัดสร้างได้  โดยทรงโปรดเกล้าฯให้จัดสร้างในบริเวณหน้าศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง

ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งแวะเวียนมายังพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้ว จะได้ชื่มชมพระบารมี และถวายราชสักการะ เพื่อแสดงความจงรักภักดี ในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้โดยทั่วกัน

image005

แบบทางสถาปัตกรรมได้ถูกร่างให้สอดคล้องกับความสูงของพระบรมรูปที่มีขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเพื่อความสง่างาม และมีการผสมผสานศิลปสถาปัตยกรรมของไทยและของอินเดียเข้าด้วยกัน  ทั้งรูปแบบอาคาร วัสดุที่ใช้ รวมถึงช่างฝีมือของทั้งสองประเทศ (ตามตำแหน่งที่ตั้งของอาคารหลังแรกที่สาธารณรัฐอินเดีย)  ผังอาคารเป็นลักษณะผังพื้นแปดเหลี่ยมที่สามารถมองเห็นได้รอบด้าน รับกับฐานภายในซึ่งรองรับองค์พระบรมรูปบรอนซ์ทอง ขนาดสูง 2.30 เมตรซึ่งปั้นขึ้นแบบโดยนายเครน กุญชศิลป์และปรับแต่งให้สมบูรณ์โดยอาจารย์นนทิวรรธน์  จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ภายใต้การดูแลของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร 

  image007

การตกแต่งอาคารได้วางแนวคิดในการวาดภาพจิตรกรรมภายใต้โดมกลีบมะเฟืองหินอ่อนเป็นภาพฉัตรเก้าชั้นมีพระปรมาภิไธยย่อ ลอยเด่นอยู่เหนือฉัตร ประกอบตราสัญลักษณ์สำคัญบริเวณคอสอง   หรือตอนบนของผนังอาคารบริเวณใต้โดม อันได้แก่พระราชลัญจกร, เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ,ครุฑพ่าห์, และคุณพระศเวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างเผือกประจำรัชกาล  วางอยู่ในตำแหน่งทิศทั้งสี่ประกอบกับลายพรรณพฤกษา โดยกำหนดสีและลวดลายที่สง่างามสมพระเกียรติ   นับได้ว่าภาพจิตรกรรมทั้งหมดนี้  สามารถสื่อแสดงถึงพระราชอิสริยยศ ได้อย่างงดงามสมบูรณ์ที่สุด

แนวคิดในการออกแบบซึ่งรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและรายละเอียดในการดำเนินงานได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยในทุกขั้นตอน  โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้มีความตั้งใจในการทำงาน เพื่อสร้างอนุสรณ์แห่งความรักของผสกนิกรชาวไทยนี้ให้ดีที่สุด ทำให้อาคารหลังเล็กๆ แห่งนี้มีความสง่างาม สอดคล้องกับบริบทแวดล้อม   สร้างความปิติให้แก่พุทธบริษัทชาวไทยอย่างยิ่ง และจะเป็นประจักษ์พยานแห่งความจงรักภักดีที่ปรากฏไปยังประชาชนชาวอินเดีย รวมถึงชาวต่างชาติทั่วทุกคน

งานออกแบบชิ้นนี้ของ อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ได้ถูกออกแบบด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สื่อความหมายของการออกแบบที่เหมาะสม สะอาดตา แต่รักษาพระเกียรติยศให้สมบูรณ์ได้ด้วยกลวิธีทางการออกแบบ ที่ต้องเข้าไปพินิจพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ การก่อรูปทางสถาปัตยกรรม มีความสอดคล้องกลมกลืนกับ สัญลักษณ์ความหมายอันเป็นคติและพระราชอิสริยยศที่สอดคล้องต้องกัน  จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นความลงตัวที่งดงามสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง เสมือนกับการสื่อความหมายถึงบุคคลสำคัญอันประกอบด้วยคุณค่า ความดีงาม ที่อยู่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ปรากฏต่อสาธารณะชนอันเรียบง่าย  และเป็นดั่งอนุสรณ์แห่งความจงรักภักดีของชาวไทยสืบไป

 

อ้างอิงข้อมูล :  หนังสือ “๙ สถาปัตย์ศิลป์ พระภูมินทร์อัครศิลปินสยาม” โดยความร่วมมือของสถาบันศิลปสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมิวเซียมสยาม

อ้างอิงข้อมูล : http://www.watthaikusinara-th.org

ที่มาภาพ : ประกิจ ลัคนผจง

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง   © ตุลาคม 2556

 

A-024-สถาปนิกกับบทบาทหน้าที่ต่อสังคม

image002 image004

อาคารเรียน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต   / วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ที่มาภาพ :  ประกิจ ลัคนผจง

สถาปนิกกับบทบาทหน้าที่ต่อสังคม

“สถาปนิกไม่ได้ขายกระดาษ สถาปนิกไม่ได้ขายแบบ แต่สถาปนิกทำหน้าที่ให้บริการทางความคิด ที่อาศัยแบบหรือกระดาษเป็นเครื่องมือในการสื่อสารองค์ความรู้ในทุกศาสตร์ ไปสู่งานก่อสร้าง”      (ประกิจ ลัคนผจง)

คำกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่ผู้เขียนพยายามอธิบายให้ผู้ที่เดินเข้ามาขอให้ช่วยทำงานออกแบบให้    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสถาปนิกไม่ได้วาดรูปเล่นสนุกๆ  และงานที่ปรากฏเป็นแบบ บนกระดาษ ล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลังหรือกระบวนการอันซับซ้อนที่ต้องใช้เวลา และบุคคลากรที่เรียนรู้ในหลายศาสตร์วิชา มาจัดการกับข้อมูลมากมายก่อนจะได้ข้อสรุปเป็นรูปแบบที่ดูจะเข้าใจง่ายๆ ให้แก่เจ้าของงาน   งานออกแบบที่ดี ย่อมนำไปสู่ผลิตผลทางการก่อสร้างที่ดี ดีจนวันหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นมรดกของชาติ และหวังว่า ผู้ออกแบบทุกท่านจะได้สร้างสรรค์ผลงานทางการก่อสร้างที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรม” ได้

“สถาปัตยกรรม”  คือผลิตผลทางความคิดที่มาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์คือสถาปนิก  มีคำกล่าวว่าอาคารที่สร้างขึ้นมาเพียงแต่เพื่อตอบสนองการใช้สอยอย่างพื้นๆ  ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรม เรียกได้แต่เพียงว่าเป็น “อาคาร”  เท่านั้น  ถ้าเช่นนั้นการก่อเกิดงานสถาปัตยกรรมสักชิ้นก็คงต้องมีปัจจัยมากมายไปกว่าการก่อผนังบังหลังคาเพียงเพื่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยอย่างไม่ต้องสงสัย

image005

 

คำกล่าวที่มักถูกอ้างอิงถึงเสมอเมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรม คือคำกล่าวของ vitruvious ในบทความ De Architectura ที่ว่า สถาปัตยกรรมคืองานก่อสร้างที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญสามประการคือ  ความงามความมั่นคงแข็งแรง , และประโยชน์ใช้สอย  หากมีครบทั้งสามประการนี้ก็กล่าวได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมได้แล้ว คำครูที่มักพูดถึงเสมอคือคำกล่าวของอาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี  ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งกล่าวว่า สถาปัตยกรรมคือ ศิลปวิทยาแห่งการก่อสร้าง  ทั้งนี้ผู้เขียนขอสรุปว่า งานสถาปัตยกรรมต้องประกอบด้วยองค์ความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่ฝังอยู่ในแก่นแกนทั้งสามประการดังกล่าวอันแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม   

และการก่อเกิดสถาปัตยกรรมขึ้นมาแต่ละชิ้น  ล้วนต้องอาศัยผู้รู้ในศาสตร์และศิลป์ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกฝึกฝนและเรียนรู้ในหลักวิชาที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะเวลาอันเหมาะสมจนบ่มเพาะความรู้ความคิดในด้านงานออกแบบได้  และจำเป็นต้องใช้ผู้เกี่ยวข้องในงานหลากหลายบุคคล  หากจะว่าไปตามหลัก vitruvious  นั้นก็ต้องประกอบไปด้วย ความเข้าใจแรกคือในด้านการใช้สอย หากสิ่งก่อสร้างนั้นมิได้มีความซับซ้อนในด้านการใช้งาน ก็อาจเป็นเรื่องง่ายต่อการทำงานในวงกว้างไม่แต่สถาปนิกเท่านั้น  แต่หากมิได้เป็นเช่นนั้น  กล่าวคือ การใช้สอยหลากหลาย ซับซ้อน ต้องการความจำเพาะทั้งในด้านขนาดพื้นที่ การสัญจร หรือระบบอาคารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  งานที่ว่าด้วยเรื่องพื้นที่ใช้สอยก็ดูจะเป็นเรื่องยุ่งขึ้นมาทันที   แต่ทั้งนี้หากแม้เป็นบ้านธรรมดา ๆ สักหลัง หากสถาปนิกเป็นผู้คิดออกแบบ ย่อมมีกระบวนการวิธีในการคิดและทำงานแตกต่างไปจาก บุคคลทั่วไป ที่มิได้ฝึกฝนมาในทางนี้แน่นอน

 

                 แต่ทั้งนี้งานที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของทั้งนักออกแบบที่จะผลิตสร้างสรรค์งานที่มีความพิเศษให้แก่เจ้าของงานแต่ละท่านอย่างไร อีกทั้งยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอันสำคัญคือจริยธรรมของผู้ว่าจ้างที่จะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ออกแบบด้วยเช่นกัน

 

เนื่องจากสิ่งที่สถาปนิกคิดและทำมิใช่เพียงแค่การขีดเขียนเส้นลงบนกระดาษเท่านั้น เพราะสถาปนิกมิได้มอบกระดาษที่ประกอบด้วยเส้นสายต่างๆ ให้ แต่มอบความคิดที่ต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลมากมายกว่าจะสรุปผลที่น่าพึงพอใจออกมา และโดยมากก่อนที่จะปรากฏเป็นผลงานสุดท้าย ต้องผ่านกระบวนการคิดและแก้ไขมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกๆ มิติทั้งการใช้สอย ความแข็งแรง ความงามและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้งาน  กระดาษที่ว่าจึงเป็นดั่งเครื่องมือสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจความคิดเท่านั้น และนี่ย่อมทำให้ช่างสามารถก่อสร้างงานได้โดยไม่ต้องให้สถาปนิกมาอธิบายกันเป็นคำๆ ไป นับแต่เริ่มต้นจนจบเหมือนกับวิธีการก่อสร้างแบบพื้นถิ่น ซึ่งเน้นการก่อสร้างตามขนบวิธี (แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละชิ้นงานอยู่บ้างเช่นกัน)   สิ่งที่สถาปนิกมอบให้แก่เจ้าของงานเปรียบดังแผนที่ ให้เจ้าของงานนำไปใช้คุยกับคนขับรถให้พาไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการไปถึงยังจุดหมายอาจไปได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบของสถาปนิกและต้นทุนในการเดินทางของเจ้าของงานเอง โดยสถาปนิกต้องศึกษาเส้นทางที่มีอยู่ทั้งหมด รู้และเข้าใจสถานที่ต่างๆ ที่ต้องผ่านไปว่าจะประสบปัญหาและอุปสรรคอย่างไร ทั้งคอยป้องกันหลีกเลี่ยงให้การเดินทางดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด  แต่อย่างไรก็ดี เส้นทางสายนี้มักมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ ทั้งจากบุคคลรายทางที่เจอและสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงต้องปรึกษาหารือกันอยู่เนืองๆ เพื่อให้การเดินทางไปสู่จุดหมายเป็นไปได้โดยสวัสดิภาพ

ฉะนั้นแล้ว ประโยชน์ใช้สอยที่ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้มันเป็นอย่างไร  นอกจากนั้นการออกแบบบนปัจจัยของการใช้สอย ยังต้องมีหลักวิธีแห่งจิตวิทยาในการใช้งานผสมผสานอยู่ด้วย  สถาปนิกจึงอาจออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้น่ารื่นรมย์ หรือเต็มไปด้วยความเครียดความลำบากก็ได้  อาคารที่ต่างหน้าที่ใช้สอยกันย่อมได้รับการออกแบบให้เกิดความรู้สึกที่สอดคล้องสัมพันธ์ไปกับการใช้สอยนั้น ๆ เช่น รู้สึกสงบ  หรือสึกง่วงนอนผ่อนคลาย หรือรู้สึกสนุกสนานตื่นตัวตลอดเวลา เป็นต้น  ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยองค์ประกอบในด้านงานออกแบบที่สถาปนิกได้ร่ำเรียนฝึกฝนมาโดยตลอด

image002

เรือนโบราณริมกว้านพะเยา      /   ที่มาภาพ :  ประกิจ ลัคนผจง

เรื่องของความมั่นคงแข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่คู่กับการออกแบบงานสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหากงานออกแบบไม่มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง อย่างไรเสียก็จะต้องมีความแข็งแรงเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมเสมอ มิเช่นนั้นสิ่งก่อสร้างก็ไม่อาจก่อรูปก่อร่างขึ้นมาให้สามารถเข้าไปใช้งานได้เลย  ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นข่าวอาคารถล่ม ในประเทศอินเดีย หรือบังคลาเทศในปี พ.ศ.2556 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย รวมถึงประเทศไทยเราเองก็เคยมีเหตุการณ์ตึกถล่มลงมาหลายปีมาแล้ว นั่นคือโรงแรมรอยัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา โดยสาเหตุการถล่มของโรงแรมเกิดจากการต่อเติมจนผิดไปจากการออกแบบแต่แรกไปมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  อาคารหลายหลังในบ้านเราล้วนแต่ต่อเติมการใช้สอยออกไปจากตัวอาคารเดิมมากมาย  ทั้งนี้การต่อเติมดังกล่าวต้องอยู่ในความดูแลของสถาปนิกและวิศวกรอย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบและคำนวณงานโครงสร้างทางวิศวกรรมที่จะทำให้อาคารซึ่งได้รับการต่อเติมมีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย

ในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมทุกๆ ครั้งของสถาปนิก จึงจะต้องคิดคำนึงถึงในด้านความมั่นคงแข็งแรงนี้ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ของตัวอาคารที่ออกแบบนั้นอยู่เสมอ สถาปนิกจึงต้องรู้และเข้าใจงานวิศวกรรมด้วย  ซึ่งเป็นการเรียนรู้หนึ่งในหลายๆ วิชาที่เกี่ยวข้องและสร้างความเข้าใจให้การทำงานออกแบบเป็นไปได้โดยถูกหลักทางวิศวกรรม สามารถออกแบบให้เกิดประสานกันของระบบอาคารต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ก็จะมีงานระบบอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก      ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง วิศวกรรมระบบปรับอากาศ วิศวกรรมระบบสุขาภิบาล เป็นต้น   สถาปนิกจึงเป็นเหมือนผู้รวบรวมทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องให้เข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว และเหมาะสมภายใต้ความต้องการใช้สอย ความแข็งแรง และมีความงามเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของผู้ใช้สอย เปรียบง่ายๆ เหมือนกับคนซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์   ร่างกายอันมีอวัยวะต่าง ๆ ประกอบกันขึ้นมาเป็นคนคือส่วนต่างๆ ของการใช้งาน(หรือการใช้สอย) มีโครงสร้างกระดูกเป็นแก่นแกนให้ทรงตัวอยู่ได้ และสามารถพับ งอ ลุก นั่ง ได้ด้วยกลไกทางโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี(ความมั่นคงแข็งแรง)  ในส่วนของความงามส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวอวัยวะนั้นๆ เองเช่น ผม ตา ปาก รูปร่าง แต่อาศัยอาภรณ์เครื่องนุ่งห่มที่สัมพันธ์กับผู้สวมใส่อย่างเหมาะกับกาลเทศะเป็นส่วนเติมเต็มความงามให้แก่อาคาร (ความงามในงานสถาปัตยกรรม) รวมถึงการออกแบบในการใช้สอยอันประกอบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบได้ฝึกฝนเรียนรู้มา อาทิ ที่ว่าง มวลอาคาร จังหวะของอาคาร สี วัสดุ เส้นสายที่ปรากฏ ฯลฯ  งานออกแบบทางสถาปัตยกรรม หากได้รับการวางแผนและปรึกษากับวิศวกรที่ทำงานร่วมกันไว้เป็นอย่างดีแล้ว ความงามก็จะปรากฏให้เห็นได้นับแต่ถอดไม้แบบเลยทีเดียว  ยิ่งเมื่อได้รับการเก็บความเรียบร้อยใส่อาภรณ์ให้แก่ตัวอาคารจนงานก่อสร้างแล้วเสร็จ ความงามที่สมบูรณ์ก็จะปรากฏตามที่ได้จินตนาการไว้

งานก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมจึงต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้องมากมายหลายส่วนด้วยกัน แบ่งหน้าที่กันทำงานตามภาระรับผิดชอบและความสามารถในแต่ละส่วน  สิ่งสำคัญคือการผสานส่วนต่างๆ เหล่านั้นให้เข้ามารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นหน้าที่อันสำคัญของสถาปนิก  ซึ่งในทุกๆ ขั้นตอนมักจะพบเจอปัญหาที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องมาทำการแก้ไขที่พบเจอนั้น ตามจริงอาจกล่าวได้ว่ามิใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานซึ่งเป็นเรื่องปกติ เสมือนดั่งการขับรถไปในสถานที่แห่งหนึ่ง แม้ผู้ขับรถจะทราบหนทางที่ไปและรู้วิธีขับรถเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างทางที่ไปในแต่ละครั้งย่อมไม่เหมือนเดิมด้วยสภาพแวดล้อมและบริบทที่เกี่ยวข้องในแต่ละคราวนั้นเอง  ความรับผิดชอบที่มีของทั้งสถาปนิกและวิศวกรจึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเฉกเช่นเดียวกับ แพทย์ เภสัชกร หรือทนายความ เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนที่เข้ามาใช้สอยในอาคารนั้น  และสถาปนิกยังเป็นผู้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการใช้งาน ให้ยกระดับขึ้นไปสู่ขั้นกว่าอันเป็นการใช้สอยเพียงพื้นฐานด้วย  นักออกแบบไม่ว่าจะในวงวิชาชีพใดจึงมักเป็นผู้สร้างความพิเศษให้แก่การใช้งานในชนิดนั้นๆ  ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่เพียงแต่เจ้าของผู้ว่าจ้างผลิตผลงานนั้น แต่ยังส่งผลถึงวงกว้างในระดับสังคมด้วย

image004

ภาพสเก็ตช์งานออกแบบ  PPLUSTHAI STUDIO CO.,LTD. © 2013

 

เรื่องของการใช้สอย ความมั่นคงแข็งแรงดูจะเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เรื่องของความงามนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่องานแล้วเสร็จสมบูรณ์  แม้ว่าความงามจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ดูจะไม่มีมาตรวัดหรือกฎเกณฑ์ แต่แท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวมีกฏเกณฑ์ที่สามารถฝึกฝนเรียนรู้ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝน ความงามที่ดีมิใช่ความงามที่ถูกจริตคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะคน แต่เป็นความงามที่เป็น universalเหมือนกับงานศิลปะดีๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของชนชาติใด หากเข้าขั้นความเป็นศิลปะแล้ว ย่อมได้รับการยกย่องเสมอกัน  และเราไม่อาจตัดสินผลงานจากวัสดุ เส้น สี หรือผลสำเร็จของผลงานโดยปราศจากการมองให้เห็นถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้น รวมถึงต้นทางแห่งการฝึกฝนเรียนรู้มาเป็นเวลานาน และเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งนั้น ซึ่งนับเป็นต้นทุนของผลงานที่สำคัญยิ่งกว่าต้นทุนทางผลผลิตตามกระบวนการออกแบบก่อสร้างที่เราได้เห็นกันในท้ายที่สุดเสียอีก

เรื่องของความงามเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิต เราอยู่กับความงามไม่เฉพาะกับวัตถุสิ่งของหรือลักษณะกายภาพต่าง ๆ ที่มองเห็นได้เท่านั้น  แม้จิตใจและความรู้สึก ความงามก็ผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยเช่นกัน

สังคมหรือประเทศจะเติบโตได้อย่างดีมีคุณภาพ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากพลเมืองในสังคม และสภาพแวดล้อม  การอยู่อาศัยภายใต้สถาปัตยกรรมที่ดีย่อมทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน ปัจจุบันเราจึงเห็นตึกรามบ้านช่องหลายแห่งได้รับการออกแบบสร้างสรรค์อย่างตั้งใจ เพื่อเป็นไอคอนสำคัญที่จะแสดงออกซึ่งความเจริญของเมือง หรือเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันสำคัญที่มีมาแต่ดั้งเดิม การเติบโตของเมืองบางแห่งใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนที่นำพา content ที่ภาครัฐวางแผนให้เป็นบริบทสำคัญที่จะผลักดันประเทศออกสู่ตลาดโลก และหลายครั้งที่เราต่างพากันไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ  โดยอาจลืมไปว่าเรากำลังมีประสบการณ์อยู่กับสถาปัตยกรรมชั้นเลิศของสังคมวัฒนธรรมแห่งนั้น ๆ  เพราะสถาปัตยกรรมมีความสำคัญต่อเมือง ผู้คน และสังคม

ขอทิ้งท้ายในบทสรุปซึ่งอาจกล่าวรวมถึงหน้าที่ของสถาปนิก ด้วยคำพูดของสถาปนิกระดับโลก วลีหนึ่ง  ดังนี้

“The mission of architecture is to help people understand how to make life more beautiful, the world a better one for living in, and to give reason, rhyme, and meaning to life.”

Frank Lloyd Wright, 1957

 

From : Facebook : Poetics of Space

https://www.facebook.com/The.Poetics.of.Space/?pnref=story

 

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © ตุลาคม 2556/  ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหา กุมภาพันธ์ 2560

 

A-23-คติการสร้างเจดีย์

image001

เจดีย์ยุทธหัตถี อนุสรณ์ดอนเจดีย์ / สถาปนิก : พระพรหมพิจิตร

ที่มาภาพ : หนังสือสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

 

สถาปัตยกรรมไทย : คติการสร้างเจดีย์

ดังที่เคยได้กล่าวไว้ในบทความ     A-21-พระบรมสารีริกธาตุเสด็จกลับเมือกุสินารา     ว่าความเป็นมาของการสร้างเจดีย์นั้น ต้องนับเริ่มต้นจาก “สถูป” กล่าวคือ ธรรมเนียมโบราณเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างเจดีย์ในบ้านเราซึ่งสืบเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา  โดยเดิมในอินเดียก่อนสมัยพุทธกาลได้มีการถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์ที่สวรรคตไปด้วยการสร้างสถูปเก็บอัฐิไว้เพื่อให้มหาชนได้สักการบูชา แสดงถึงการเทิดทูนพระเกียรติคุณแห่งกษัตริย์ไว้อย่างดีที่สุด  โดยการสร้างเป็นเนินดินพูนขึ้น กั้นฉัตรด้านบนเพื่อแสดงถึงฐานานุศักดิ์แห่งพระองค์ท่าน และวัฒนธรรมดังกล่าวนี้ ก็ได้รับการปฏิบัติต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยวิธีการคล้ายคลึงกัน ดังที่พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าถึงวิธีการกับพระศพภายหลังการปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสตอบไว้ว่าบรรดากษัตริย์จะจัดการกับพระศพดังพระมหากษัตริย์ และบรรจุพระบรมอัฐิไว้ให้พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชา โดยยังได้ตรัสไว้ว่าการบรรจุอัฐิในสถูปนี้จะกระทำแก่บุคคลสี่กลุ่มคือ  พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก และพระเจ้าจักรพรรดิราช

คำว่าสถูปจึงเป็นคำดั้งเดิมของสถาปัตยกรรมที่บรรจุอัฐิของบุคลสำคัญดังกล่าวแล้ว  และเป็นคำภาษาสันสกฤตที่แปลว่า เนินดินสำหรับฝังศพ  ส่วนคำว่าเจดีย์นั้น มาจากภาษาบาลีที่ว่า เจติยะ แปลว่าสิ่งซึ่งเป็นเครื่องระลึกถึง หรือสิ่งซึ่งเป็นที่เคารพบูชา  เจดีย์ในทางพระพุทธศาสนาจึงเป็นการสร้างสถาปัตยกรรมในชั้นหลังจากสถูปอีกทอดหนึ่ง    เนื่องจากภายหลังจากพุทธปรินิพพานแล้วนั้น ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเพียง 8 ส่วนเพื่อนำไปบรรจุไว้ในสถูป หากเมืองใดหรือผู้ใดต้องการกราบไหว้กระทำการบูชาก็ออกจะเป็นการยากลำบากหากอยู่ไกลจากสถานที่ดังกล่าวนั้น จึงได้สร้างเจดีย์เป็นเครื่องระลึกถึงสถูปสำคัญเหล่านั้นแทน

a-022-02  a-022-07

พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  สาธารณรัฐอินเดีย

สถาปนิก : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ ภาคีราชบัณฑิต

 

การสร้างเจดีย์ในบ้านเราก็เป็นในลักษณะทำนองเดียวกันนี้ กล่าวคือเพื่อระลึกถึงสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เอง และรูปแบบของการสร้างเจดีย์ได้วิวัฒน์ไปตามวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละแห่ง แต่คงแก่นแกนทางการออกแบบไว้คล้ายกันคือ การสร้างสถาปัตยกรรมที่เน้นแกนเข้าสู่จุดศูนย์กลาง และส่งทรงขึ้นสู่แกนดิ่งทางตั้ง ประกอบด้วยฐานรับองค์เรือนธาตุและส่วนยอด  การปรากฏของเครื่องแสดงฐานานุศักดิ์แบบจักรพรรดิที่ปรากฏในสถูปต้นแบบนั้นก็กลายรูปมาเป็นบัลลังก์และองค์ประกอบส่วนยอดแทน คตินิยมอื่นๆ ก็ได้รับการออกแบบเพิ่มเติมตามลำดับเวลา และสัดส่วนขององค์เจดีย์ก็เปลี่ยนไปตามความคิดความชอบของผู้รังสรรค์ในแต่ละยุคสมัยเช่นกัน   แต่เจดีย์ที่ดูจะเป็นที่จดจำและนึกถึงกันโดยทั่วน่าจะเป็นเจดีย์ทรงระฆัง เช่นที่ปรากฏในวัดพระแก้ว  เป็นต้น  สมัยก่อนการสร้างวัดมักจะมีการสร้างเจดีย์เป็นประธานของวัด เช่นในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา แต่คตินิยมดังกล่าวได้ลดความสำคัญลงในช่วงปลายสมัยอยุธยา และหมดความนิยมลงในสมัยรัตนโกสินทร์โดยให้ความสำคัญกับการสร้างอุโบสถ วิหาร เป็นสำคัญแทน

การสร้างเจดีย์ดูจะเป็นคติอันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์เป็นสำคัญมานาน สิ่งซึ่งเป็นประธานและเนื้อหาสำคัญของงานออกแบบและก่อสร้างจึงเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่มาในสมัยหลังอาจมีความคิดประดิษฐ์แปลงไป เช่นการสร้างเจดีย์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุบางเขน ได้สร้างขึ้นเพื่อไว้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุกับเก็บอัฐิของบุคคลซึ่งทำประโยชน์สำคัญแก่ประเทศชาติ ตามความคิดของรัฐบาลในสมัยนั้น  ซึ่งการให้ความสำคัญแก่การบรรจุอัฐิบุคคลในองค์พระเจดีย์ในตอนนั้นนับเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเห็นว่าแปลกใหม่ (ซึ่งความคิดเดิมเป็นแนวคิดในการทำเลียนแบบต่างประเทศ)  ฉะนั้นเราจึงเห็นว่ารูปแบบและองค์ประกอบของเจดีย์องค์นี้จึงแตกต่างไปจากระเบียบวิธีที่มีมาแต่เดิม เช่นการกลายรูปของบัลลังก์เหนือองค์ระฆัง ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงถึงพระเกียรติยศของพระจักรพรรดิราช เป็นต้น

การสร้างเจดีย์ในสมัยปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่มิได้ทำกันได้ง่าย เช่นในสมัยก่อนที่กระทำโดยพระมหากษัตริย์ที่มีความพร้อมในทุกด้านทั้งสรรพกำลังช่าง ฝีมือแรงงาน และกำลังทรัพย์  แม้ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว   แต่ด้วยศรัทธาในพุทธศาสนิกชนย่อมยังให้เกิดการออกแบบและก่อสร้างเจดีย์ต่อเนื่องมาอย่างไม่ขาดสาย  ทั้งยังมีความหลากหลายในการออกแบบที่ต่างออกไปจากแบบแผนเดิมที่มีมา ซึ่งเป็นสิ่งที่วิวัฒน์ไปตามปกติวิสัยแห่งพุทธวัฒนธรรม  หากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังคงโน้มนำศรัทธาให้บังเกิดในหมู่พุทธศาสนิกชน ย่อมสมควรอนุโมทนา และถือเป็นการสืบทอดพระศาสนาให้มั่งคงยั่งยืนสืบไป

 

อ้างอิงข้อมูลจาก : ตำนานพระพุทธเจดีย์   โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © กันยายน 2556