A-30-หน้าจั่วและหน้าบันในงานสถาปัตยกรรมไทย

image001

ที่มาภาพ : วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร ,ฉบับที่ˆ 2,2547.

ในงานสถาปัตยกรรมไทยตามแบบแผนนิยมที่ดำเนินมานั้น ส่วนของการตกแต่งทางศิลปกรรมที่สำคัญส่วนหนึ่งคือ “หน้าบัน” คำว่าหน้าบันคือพื้นที่ว่างในกรอบสามเหลี่ยมภายใต้หลังคาที่ยื่นคลุมออกมาปิดหัวท้ายอาคาร ถ้าเป็นรือนไทยจะเรียกพื้นที่ส่วนนี้ว่า “หน้าจั่ว”  อาคารทางศาสนาส่วนใหญ่ของไทยนั้น จะมีด้านสกัด (ด้านสั้นของอาคาร) เป็นด้านหน้า งานตกแต่งในส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่ผู้ออกแบบหรือช่างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เช่นถ้าเป็นเรือนไทย  เราจะเห็นการตกแต่ง ตั้งแต่การทำรูปปั้นลม (แผ่นไม้ส่วนที่วางอยู่บน”อกไก่”เพื่อกั้นลมกั้นฝนให้กระเบื้องตลอดแนวจั่วหลังคา) ให้มีลักษณะยกยอดแหลม และส่วนปลายด้านล่างโค้งงอนขึ้น เรียกว่า “ตัวเหงา” (จะเหงามากหรือเหงาน้อย คงขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบและผู้อยู่อาศัย) ซึ่งความจริงรูปที่เห็นไม่ได้มีผลโดยตรงในด้านการใช้งาน แต่เป็นการออกแบบเพื่อให้ผลทางด้านความรู้สึกเป็นสำคัญ เหมือนกับการแต่งกายของผู้คน ที่หากว่าด้วยเรื่องการใช้งาน ก็คงเป็นแต่เพียงการปกปิดร่างกายกันร้อนหนาว อันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่หากต้องการรูปแบบเฉพาะเพื่อความเหมาะสมแก่การสวมใส่ในโอกาสต่างๆ นั่นก็จะกลายเป็นการสร้างความพิเศษขึ้นเพื่อตอบสนองในด้านความรู้สึกและสุนทรียะนั่นเอง ซึ่งส่วนของหน้าจั่วหรือหน้าบันนี้ ก็คือสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเสมือนหน้าตาของอาคารที่มีหน้าที่ในการสื่อสาร ให้ผู้คนเห็นถึงความสำคัญของอาคารและผู้ใช้สอยที่เกี่ยวข้องกับอาคารในทางใดทางหนึ่งมาเป็นเวลาช้านานแล้ว

หากเป็นเรือนไทยตามปกติ ส่วนของหน้าจั่วนี้ก็อาจมีการออกแบบได้ทั้งส่วนตกแต่งและการใช้สอย(เช่นระบายอากาศ)ร่วมกันไป โดยมากเรือนเครื่องสับ(เรือนไม้จริงทั้งหลัง) มักทำจั่วพรหมพักตร์เป็นมาตรฐานตามแบบฉบับเรือนไทยภาคกลาง ประกอบรูปปั้นลมในลักษณะที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งนอกจากปลายปั้นลมทางด้านล่างจะเป็นตัวเหงาแล้ว ก็อาจมีรูปลักษณะอื่นๆ ได้ เช่น ปั้นลมหางปลา ซึ่งบางครั้งอาจมีการตกแต่งในส่วนของปั้นลมได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้ หรือแม้แต่การตกแต่งหน้าบันเรือนไทยด้วยลวดลายพิเศษที่ต่างออกไป หรือสร้างขึ้นเพื่อการใช้สอยพิเศษเป็นการเฉพาะออกไป อาทิ เรือนไทยที่ทำหน้าที่เป็นหอไตร ณ วัดจันเสน จ.นครสวรรค์ (สถาปนิก:  อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ) เป็นต้น ได้รับการออกแบบให้มีลวดลายศิลปกรรมแบบทวารวดีประกอบบนปั้นลม เพื่อสื่อความหมายทางศิลปกรรมของท้องถิ่น    หรือศาลาไทยที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษก็อาจมีตราสัญลักษณ์ติดบนหน้าบันเรือนไทย ดังเช่น เรือนไทยข้างพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น

image005

ศาลาไทย ข้างพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร

ดังนั้นการคิดออกแบบส่วนของหน้าจั่วหรือหน้าบันของอาคารทางพระพุทธศาสนา จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดถึงสาระสำคัญของอาคาร หรือผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างอาคารนั้น ๆ  อาทิ พระอุโบสถวัดพระแก้ว ซึ่งมีการตกแต่งลวดลายเป็นนารายณ์ทรงครุฑ เพื่อสื่อความหมายถึงวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และใช้ในการพระราชพิธีเป็นต้น

image007

หน้าบันพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ

การออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทวัดวาอาราม ในส่วนของหน้าบันจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง สามารถเสนอเรื่องราวอันเป็นสาระสำคัญส่งผ่านไปยังผู้ใช้งานอาคารได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้โดยมากจะต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระทางศาสนา จึงจะก่อเกิดเอกภาพทางการออกแบบและพลังที่ต่อเนื่องกันของสิ่งสำคัญที่ประดิษฐานอยู่ภายใน ช่วยยกระดับจรรโลงใจ สร้างศรัทธาให้แก่ผู้คน ซึ่งอยู่ที่ผู้ออกแบบจะเสกสร้าง ซึ่งต้องเคารพต่อปรัชญาการออกแบบงานพุทธศิลปสถาปัตยกรรมดังที่ครูช่างได้สร้างสรรค์กันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่บางครั้งผู้ออกแบบ อาจมีความคิดที่จะนำเสนอเรื่องราวแปลกใหม่  ทั้งนี้สุดแท้แต่กระบวนการคิด แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสรรค์ความดีงามให้บังเกิดแก่สังคม เสริมสร้างศรัทธาอันสงบ ผ่องแผ้ว และความสว่างใจให้แก่พุทธบริษัทเป็นสำคัญ

รูปลักษณ์ของอาคารโดยรวมก็ไม่ต่างจากรูปลักษณ์ของคนคนหนึ่ง โดยหน้าบันของอาคารก็เปรียบดั่งหน้าตาของคนคนนั้น ฉะนั้นทั้งสองส่วนจึงมีความสำคัญควบคู่กัน ถ้ารูปร่างหน้าตาดี แต่หน้าตาไม่งาม ก็น่าเสียดาย เมื่องานออกแบบทั้งรูปทรงโดยรวมและหน้าตาสอดประสานกันเป็นอย่างดี ย่อมทำให้งานออกแบบนั้นมีความสมบูรณ์แบบในที่สุด ฉะนั้นส่วนของหน้าบันอาคารที่ถูกกำหนดให้เป็นด้านหน้าจึงเป็นด้านที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นส่วนที่ผู้คนพบเห็นได้ในทันทีที่มองมายังอาคารนั้น ๆ ในทางการออกแบบกล่าวได้ว่าเป็นประธานของการตกแต่งทั้งหมด ทั้งนี้ด้านหน้าดังกล่าวไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ด้านสกัดเสมอไป ขึ้นอยู่กับการวางแบบผังทางสถาปัตยกรรมที่อาจยักเยื้องตามกลวิธีของผู้ออกแบบ หรือสภาพของที่ตั้งเป็นตัวกำหนด เช่นอาคารในลักษณะตรีมุข หรือจัตุรมุข  หรือลักษณะพิเศษอื่นๆ เป็นต้น

เมื่อผู้คนได้มองเห็นอาคารใดๆ และแหงนมองขึ้นไปบนหน้าจั่ว หน้าบัน ของอาคาร ย่อมรู้สึกสัมผัสถึงสาระสำคัญที่อาคารนั้นได้ส่งสารและสร้างความรู้สึกสำคัญให้แก่ผู้พบเห็น หน้าบันอาคารจึงเป็นเสมือนหน้าต่างทางความคิดความรู้สึก ที่อาคารนั้นมีต่อผู้คน และสังคม ทั้งหวังว่าผู้ได้พบเห็นจะบังเกิดความรู้สึกอันเจริญตาเจริญใจ และซึมซับความดีงามผ่านศิลปสถาปัตยกรรมที่งดงามนั้นโดยทั่วกัน

ข้อมูลและภาพ:  ประกิจ ลัคนผจง  © กุมภาพันธ์ 2557

 

 

™™

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *