A-27-กาละเทศะในการออกแบบกับฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย

image001

บริเวณหมู่พระวิมานในพระบรมมหาราชวัง

สถาปัตยกรรมไทย : ฐานานุศักดิ์ อย่างไร 1

 

 

image003

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

งานสถาปัตยกรรมไทยนั้น มีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญที่มีแบบแผนในการใช้สอยและการออกแบบมาช้านาน คำหนึ่งซึ่งคนในแวดวงสถาปัตยกรรมไทยจะต้องเคยได้ยินคือ “ฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย” คำนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างไร และยังจำเป็นอยู่กี่มากน้อยในสภาพสังคมปัจจุบัน

 ฐานานุศักดิ์ หากจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในสมัยก่อน อาคารบ้านเรือนนับแต่ที่อยู่อาศัยไปจนถึงวัดวาอารามล้วนมีระเบียบในการออกแบบสร้างสรรค์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของฐานานุศักดิ์ทั้งสิ้น ดูอย่างง่ายที่สุดคือบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปสร้างอย่างง่ายๆ ด้วยไม้ไผ่มุงจากมุงแฝก เข้าทำนองเรือนเครื่องผูกหรือเรือนชั่วคราว ในขณะที่บ้านของบุคคลที่มีฐานะทางสังคมจะได้รับการอนุญาตให้มุงด้วยกระเบื้อง หรือทำฝาเรือนเป็นไม้ ทั้งตกแต่งเครื่องประกอบเรือนให้งดงามได้มากขึ้นโดยลำดับชั้นทางสังคม  ยิ่งถ้าเป็นวัดวาอารามที่สร้างขึ้นด้วยศรัทธาขององค์พระมหากษัตริย์ ย่อมมีรูปแบบที่งดงามและรุ่มรวยไปด้วยศิลปกรรมอันประณีตอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงถึงพระราชศรัทธา และความสำคัญของอาคารที่มีต่อสังคมไทยประกอบกัน  ส่วนอาคารในพระบรมมหาราชวังนั้นคงไม่เป็นที่สงสัยถึงความสมบูรณ์ของงานออกแบบที่คำนึงถึงฐานานุศักดิ์อย่างชัดเจน  แต่เรื่องดังกล่าวจะยังสำคัญอย่างไรในปัจจุบันนี้

 

อาคารประเภทพุทธศาสนสถานกับงานเนื่องในองค์พระมหากษัตริย์หากสังเกตดูจะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันทั้งด้านรูปแบบและการตกแต่ง มองดูโดยรวมภายนอกจะพบว่ามีการตกแต่งส่วนหลังคาในลักษณะที่เราคุ้นเคยกัน คือ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์  หรือมีการตกแต่งซุ้มประตูและหน้าต่างในทำนองเดียวกัน รวมไปถึงเครื่องยอดหลังคาในรูปแบบต่างๆ  ทำให้คิดได้ว่างานสถาปัตยกรรมไทยทั้งสองส่วนนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก  เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันทางศาสนา ต่างทำหน้าที่สำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่สังคมไทยมาโดยตลอด เนื่องเพราะสังคมไม่อาจอยู่ได้ลอย ๆ โดยไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวให้เกิดความมั่นคงทั้งทางกายและใจ พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแต่อดีตสร้างความเจริญทางวัฒนธรรม การเมือง การปกครองมาอย่างยาวนาน การปรากฏตัวผ่านรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของทั้งสองส่วนย่อมช่วยให้ผู้คนในสังคมเกิดการรับรู้ถึงการมีอยู่ และมีความอบอุ่นใจรวมถึงความเป็นชาติไปโดยปริยาย (ตามทัศนะของผู้เขียน)   และอย่างที่เคยกล่าวถึงแล้วว่า การตกแต่งลวดลายหรือเครื่องประดับต่างๆ ในอาคารเปรียบเสมือนอาภรณ์ในงานสถาปัตยกรรม ดังนั้นจึงไม่แปลกหากจะกล่าวว่างานตกแต่งต่างๆ นั้น   เปรียบเสมือนชุดแต่งตัวเฉพาะบุคคลอันหมายแทนถึงเจ้าของอาคารนั้นๆ  และต้องเหมาะแก่การใช้งานหรือการใช้สอยของอาคารนั้น ๆ ด้วย  ซึ่งนี่เองที่ทำให้งานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยในอาคารทั้งสองประเภทมีฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมอย่างชัดเจน

เรื่องดังกล่าวหากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงสรุปได้ว่า เป็นเรื่องของกาลเทศะ หรือความเหมาะควรในการออกแบบ ซึ่งรูปแบบและองค์ประกอบที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมไทยจะมีนัยยะความหมายของอาคารแฝงอยู่ด้วย   สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบต่างๆเหล่านั้น จึงย่อมสัมพันธ์กับการใช้สอยหรือผู้ที่หมายแทนถึงหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้น ๆ  โดยตรง  ทังนี้ฐานะขององค์พระมหากษัตริย์ถือเป็นจักรพรรดิราชโดยทางโลก ส่วนองค์พระพุทธเจ้าเป็นจักรพรรดิราชในทางธรรม(พระพุทธเจ้าเองทรงเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์โดยพระชาติกำเนิด) องค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพุทธศาสนามาแต่อดีต(แต่ด้วยพระเมตตาบารมี ก็ทรงเปิดโอกาสให้ศาสนาอื่นๆ สามารถดำเนินไปภายใต้พระราชอาณาจักรโดยมิได้ปิดกั้น) นั่นคือการที่พระเจ้าแผ่นดินได้สนับสนุนส่งเสริมกิจการงานพระพุทธศาสนามาโดยตลอด  พระราชภารกิจทางพุทธศาสนาที่เป็นรูปธรรมเป็นที่รับรู้ของประชาชนดี คือการสร้าง ซ่อม ดูแลวัดวาอารามที่มีอยู่ในประเทศไทยอย่างมากมาย ทั้งโดยพระราชศรัทธาโดยตรง และโดยอ้อม(ผ่านข้าราชบริพาร)   สิ่งที่ปรากฏเป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเนื่องด้วยศาสนาที่ทรงสร้าง ได้เป็นแบบอย่างของการสร้างสรรค์ที่ได้รับการสืบทอดต่อๆ กันมา โดยลดหลั่นในทางศิลปกรรมน้อยลงตามลำดับฐานะของผู้สร้าง ทั้งด้วยกาลเทศะ และด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ

 image005

วัดราชบพิธสถิตมหาศรีมาราม ราชวรวิหาร

นี่เองที่ทำให้รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของอาคารเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันทางศาสนาที่พระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกมีความสัมพันธ์กัน หากแต่อาคารต่างๆ ในวัดวาอารามที่สร้างในปัจจุบันนี้มิได้ก่อเกิดด้วยเหตุปัจจัยดังที่เคยเป็นมา อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม จึงทำให้เกิดการหยิบยืมสัญลักษณ์อันเป็นฐานานุศักดิ์ของอาคารมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมบ้าง ไม่ถูกต้องเหมาะสมบ้าง  ไม่ต่างจากการหยิบยืมอาภรณ์มาสวมใส่อย่างผิดฝาผิดตัว ผิดกาลเทศะด้วยความเข้าใจผิด   ที่มุ่งไปที่ความงามของรูปแบบมากกว่าการคำนึงถึงความหมายที่เกี่ยวข้องและความเหมาะสมในการนำไปใช้

การสร้างงานสถาปัตยกรรมไทยในสมัยก่อน มีรูปแบบที่ถูกสงวนด้วยระเบียบแบบแผนเป็นตัวกำหนด จนอาจมีบางคนเอากฏเกณฑ์ในปัจจุบันไปชี้วัดการสร้างสรรค์ในอดีต ซึ่งตามจริงงานทั้งสองส่วนเกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขทางด้านสังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คนละห้วงเวลา ในต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมในลักษณะใกล้เคียงกันนี้ ก็มีกฏเกณฑ์ที่ใช้ในการออกแบบสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงลำดับชั้นทางสังคมเช่นเดียวกัน อาทิ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมอย่างจีน ก็มีระเบียบกฏเกณฑ์ในการออกแบบอาคารเช่นว่า การออกแบบผังอาคารสำหรับจักรพรรดิ กำหนดให้วางผังอาคารเป็น 9 ช่วง สำหรับเจ้าชายจะวางเป็น 7 ช่วง ส่วนขุนนางจะวางเป็น 5 ช่วง และผู้คงแก่เรียน(น่าจะหมายถึงนักปราชญ์ราชบัณฑิต-ผู้เขียน) จะวางเป็น 3 ช่วง  อีกทั้งยังกำหนดให้หลังคากระเบื้องของพระจักรพรรดิใช้สีเหลือง ส่วนกลุ่มของชนชั้นที่ลดหลั่นลงมาจะใช้สีเขียวหรือม่วง เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นข้อสรุปที่ยุติได้ว่า การสร้างงานสถาปัตยกรรมนั้นมีฐานานุศักดิ์อย่างชัดเจนเป็นลักษณะสากล

 

image009

อาคารสำหรับพระจักรพรรดิจะวางช่วงเสาภายใน 9 ช่วงเสา

อ.นิจ หิญชีระนันท์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า ถนนมีกฎจราจรฉันใด ในสังคมก็ต้องมีระบบกริยามารยาทฉันนั้น นี่คือการเปรียบเทียบอย่างง่าย ๆ   โดยสถาปัตยกรรมที่แสดงฐานานุศักดิ์คือตัวอย่างดังเช่น การทำประตู 3 ช่อง เช่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้ว ช่องกลางใช้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินเท่านั้น ช่องข้างคือขุนนาง ข้าราชบริพารต่างๆ   หลังคาท้องพระโรงระดับเจ้าฟ้ามีมุขลด 2 ชั้น ส่วนระดับพระองค์เจ้าลงมามีหลังคาชั้นเดียว  หรือกำแพงวังระดับเจ้าฟ้าขึ้นไปจึงจะใช้ใบเสมาได้    อ.นิจยังกล่าวถึงห้างร้าน ภัตตาคารที่สร้างขึ้นเป็นทรงไทยมีช่อฟ้า ใบระกา อย่างพระที่นั่งนั้นนับเป็นการไม่เรียบร้อย ขาดการพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านฐานานุศักดิ์  ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้นับว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะหลังจากนั้นมา ก็ยังคงปรากฏการสร้างงานในลักษณะดังกล่าวอยู่อีก โดยเฉพาะในโรงแรม รีสอร์ต ที่ต้องการเอกลักษณ์ของความเป็นไทย

image011

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยที่ใช้กับอาคารทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์

ตามจริงแล้วงานออกแบบที่เกี่ยวเนื่องกับงานทางศาสนา ดูจะเป็นงานที่มีโอกาสในการหยิบยืมรูปลักษณ์และองค์ประกอบทางด้านศิลปสถาปัตยกรรมไทยที่ปรากฏในงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีไปใช้ได้อย่างมากมายและกว้างขวางที่สุด เพราะโดยเนื้อหาสาระแล้วจะเห็นได้ว่า มีความสอดคล้องกัน ในขณะที่งานออกแบบในลักษณะอื่น ซึ่งได้หยิบยืมทั้งรูปแบบและองค์ประกอบดังกล่าวไปใช้ ดูจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกาละเทศะและฐานานุศักดิ์ในการใช้งานได้ง่ายกว่า เพราะคติความหมายขององค์ประกอบเหล่านั้น ไม่อาจนำไปใช้ในลักษณะอาคารสาธารณะทั่วไปได้  แต่กระนั้นก็ดีงานทางพุทธสถานเองก็ยังมีการหยิบรูปแบบทางสถาปัตยกรรมไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสมได้  เช่น การทำตามอย่าง งานชั้นสูง ประหนึ่งสวมใส่อาภรณ์ชนิดเดียวกันกับที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอาภรณ์และเครื่องประกอบยศชนิดนั้น  ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงเป็นไปด้วยความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง

image013

อาคารวิหารหลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร (สถาปนิก : พ.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ ) งานออกแบบที่แสดงถึงฐานานุศักดิ์ในงานสถาปัตยกรรมไทย โดยคำนึงถึงเนื้อหาสาระของการใช้งานอย่างเหมาะสม

อาทิ การยกยอดหลังคาอาคารขึ้นเป็นทรงมณฑป  แต่ภายในอาคารนั้นมิได้มีการใช้งานที่สอดคล้องกับเครื่องหลังคาดังกล่าว  เราจะกล่าวว่าอาภรณ์ในลักษณะยอดอาคารที่ดูคล้ายมงกุฎสวมหัว หรือที่เปรียบได้กับฉัตรกางกั้นอยู่ด้านบนนี้ จะเหมาะสมแก่สิ่งที่อยู่ภายใต้สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมชนิดนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ตามจริงแล้วองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชนิดนี้ถือเป็นของสูงศักดิ์ ไม่เหมาะที่จะนำไปใช้กับงานทั่วไป  ข้อมูลจาก อ.ประเวศ ลิมปรังษี  ศิลปินแห่งชาติ ในวารสารหน้าจั่วบอกไว้ชัดเจนว่า ยอดอาคารในลักษณะนี้ใช้สำหรับงานในสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืองานในทางศาสนาเช่นมณฑปพระพุทธบาทหรือหอพระไตรปิฎก เป็นสำคัญ  ในเมื่อเนื้อหาสาระและวิธีการออกแบบมันขัดแย้งกันอยู่ในตัว  เปรียบได้ดั่งเราเอาฉัตรมาแขวนเหนือที่นอนของตน จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำไปใช้เพียงเพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบที่สวยงามเท่านั้น   เรื่องดังกล่าวนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากผู้เกี่ยวข้องเข้าใจดีถึงคุณค่า ความหมาย และฐานานุศักดิ์ ที่ผูกติดอยู่กับลักษณะศิลปสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจในเบื้องต้นเสียก่อน ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ขึ้น

หากเรามีความเข้าใจเรื่องดังกล่าวนี้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้การงอกงามของศิลปสถาปัตยกรรมไทย เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมแก่กาลเทศะและการใช้สอย ผู้เขียนเห็นว่าหากมีความจำเป็นในการใช้งานอาคารที่ต้องการขึ้นยอด ก็จำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้มีความจำเพาะตัวที่แตกต่างจากเครื่องทรงที่ใช้ประกอบฐานานุศักดิ์นั้นเสียใหม่ ซึ่งเรี่องดังกล่าวย่อมอยู่ในวิสัยที่สถาปนิกสามารถคิดและหาทางในการทำงานออกแบบสืบต่อไปได้ เพื่อธำรงรักษาฉันทลักษณ์หรือไวยกรณ์ทางการออกแบบให้เป็นไปด้วยความเคารพ และรักษาระเบียบวิธีทางการออกแบบงานสถาปัตยกรรมไทยให้คงอยู่ และสืบสานงานอย่างสร้างสรรค์สืบไป

 

 

ข้อมูลอ้างอิง :

ประวัติศาสต์และแบบอย่างศิลปะโดยสังเขป โดยศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/แปลและเรียบเรียง โดย เขียน ยิ้มศิริ  ,พิมพ์ครั้งที่ 3, 2550.

วารสารหน้าจั่ว ว่าด้วยประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย  กันยายน 2550 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร

สถาปัตยกรรมไทย  ปาฐกถา ชุด สิรินธร”  ครั้งที่ โดย นายนิจ หิญชีระนันท์  จัดพิมพ์โดยสถาบันอาศรมศิลป์ ,2550

 

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง © พฤศจิกายน 2556

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *