A-024-สถาปนิกกับบทบาทหน้าที่ต่อสังคม

image002 image004

อาคารเรียน มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต   / วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ที่มาภาพ :  ประกิจ ลัคนผจง

สถาปนิกกับบทบาทหน้าที่ต่อสังคม

“สถาปนิกไม่ได้ขายกระดาษ สถาปนิกไม่ได้ขายแบบ แต่สถาปนิกทำหน้าที่ให้บริการทางความคิด ที่อาศัยแบบหรือกระดาษเป็นเครื่องมือในการสื่อสารองค์ความรู้ในทุกศาสตร์ ไปสู่งานก่อสร้าง”      (ประกิจ ลัคนผจง)

คำกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งที่ผู้เขียนพยายามอธิบายให้ผู้ที่เดินเข้ามาขอให้ช่วยทำงานออกแบบให้    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสถาปนิกไม่ได้วาดรูปเล่นสนุกๆ  และงานที่ปรากฏเป็นแบบ บนกระดาษ ล้วนแล้วแต่มีเบื้องหลังหรือกระบวนการอันซับซ้อนที่ต้องใช้เวลา และบุคคลากรที่เรียนรู้ในหลายศาสตร์วิชา มาจัดการกับข้อมูลมากมายก่อนจะได้ข้อสรุปเป็นรูปแบบที่ดูจะเข้าใจง่ายๆ ให้แก่เจ้าของงาน   งานออกแบบที่ดี ย่อมนำไปสู่ผลิตผลทางการก่อสร้างที่ดี ดีจนวันหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นมรดกของชาติ และหวังว่า ผู้ออกแบบทุกท่านจะได้สร้างสรรค์ผลงานทางการก่อสร้างที่เรียกว่า “สถาปัตยกรรม” ได้

“สถาปัตยกรรม”  คือผลิตผลทางความคิดที่มาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ผู้ที่ทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์คือสถาปนิก  มีคำกล่าวว่าอาคารที่สร้างขึ้นมาเพียงแต่เพื่อตอบสนองการใช้สอยอย่างพื้นๆ  ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรม เรียกได้แต่เพียงว่าเป็น “อาคาร”  เท่านั้น  ถ้าเช่นนั้นการก่อเกิดงานสถาปัตยกรรมสักชิ้นก็คงต้องมีปัจจัยมากมายไปกว่าการก่อผนังบังหลังคาเพียงเพื่อให้เกิดพื้นที่ใช้สอยอย่างไม่ต้องสงสัย

image005

 

คำกล่าวที่มักถูกอ้างอิงถึงเสมอเมื่อพูดถึงสถาปัตยกรรม คือคำกล่าวของ vitruvious ในบทความ De Architectura ที่ว่า สถาปัตยกรรมคืองานก่อสร้างที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสำคัญสามประการคือ  ความงามความมั่นคงแข็งแรง , และประโยชน์ใช้สอย  หากมีครบทั้งสามประการนี้ก็กล่าวได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมได้แล้ว คำครูที่มักพูดถึงเสมอคือคำกล่าวของอาจารย์ประเวศ ลิมปรังษี  ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งกล่าวว่า สถาปัตยกรรมคือ ศิลปวิทยาแห่งการก่อสร้าง  ทั้งนี้ผู้เขียนขอสรุปว่า งานสถาปัตยกรรมต้องประกอบด้วยองค์ความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่ฝังอยู่ในแก่นแกนทั้งสามประการดังกล่าวอันแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม   

และการก่อเกิดสถาปัตยกรรมขึ้นมาแต่ละชิ้น  ล้วนต้องอาศัยผู้รู้ในศาสตร์และศิลป์ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกฝึกฝนและเรียนรู้ในหลักวิชาที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะเวลาอันเหมาะสมจนบ่มเพาะความรู้ความคิดในด้านงานออกแบบได้  และจำเป็นต้องใช้ผู้เกี่ยวข้องในงานหลากหลายบุคคล  หากจะว่าไปตามหลัก vitruvious  นั้นก็ต้องประกอบไปด้วย ความเข้าใจแรกคือในด้านการใช้สอย หากสิ่งก่อสร้างนั้นมิได้มีความซับซ้อนในด้านการใช้งาน ก็อาจเป็นเรื่องง่ายต่อการทำงานในวงกว้างไม่แต่สถาปนิกเท่านั้น  แต่หากมิได้เป็นเช่นนั้น  กล่าวคือ การใช้สอยหลากหลาย ซับซ้อน ต้องการความจำเพาะทั้งในด้านขนาดพื้นที่ การสัญจร หรือระบบอาคารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  งานที่ว่าด้วยเรื่องพื้นที่ใช้สอยก็ดูจะเป็นเรื่องยุ่งขึ้นมาทันที   แต่ทั้งนี้หากแม้เป็นบ้านธรรมดา ๆ สักหลัง หากสถาปนิกเป็นผู้คิดออกแบบ ย่อมมีกระบวนการวิธีในการคิดและทำงานแตกต่างไปจาก บุคคลทั่วไป ที่มิได้ฝึกฝนมาในทางนี้แน่นอน

 

                 แต่ทั้งนี้งานที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของทั้งนักออกแบบที่จะผลิตสร้างสรรค์งานที่มีความพิเศษให้แก่เจ้าของงานแต่ละท่านอย่างไร อีกทั้งยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอันสำคัญคือจริยธรรมของผู้ว่าจ้างที่จะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ออกแบบด้วยเช่นกัน

 

เนื่องจากสิ่งที่สถาปนิกคิดและทำมิใช่เพียงแค่การขีดเขียนเส้นลงบนกระดาษเท่านั้น เพราะสถาปนิกมิได้มอบกระดาษที่ประกอบด้วยเส้นสายต่างๆ ให้ แต่มอบความคิดที่ต้องวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลมากมายกว่าจะสรุปผลที่น่าพึงพอใจออกมา และโดยมากก่อนที่จะปรากฏเป็นผลงานสุดท้าย ต้องผ่านกระบวนการคิดและแก้ไขมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในทุกๆ มิติทั้งการใช้สอย ความแข็งแรง ความงามและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้งาน  กระดาษที่ว่าจึงเป็นดั่งเครื่องมือสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจความคิดเท่านั้น และนี่ย่อมทำให้ช่างสามารถก่อสร้างงานได้โดยไม่ต้องให้สถาปนิกมาอธิบายกันเป็นคำๆ ไป นับแต่เริ่มต้นจนจบเหมือนกับวิธีการก่อสร้างแบบพื้นถิ่น ซึ่งเน้นการก่อสร้างตามขนบวิธี (แต่ก็มีความแตกต่างในรายละเอียดของแต่ละชิ้นงานอยู่บ้างเช่นกัน)   สิ่งที่สถาปนิกมอบให้แก่เจ้าของงานเปรียบดังแผนที่ ให้เจ้าของงานนำไปใช้คุยกับคนขับรถให้พาไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าวิธีการไปถึงยังจุดหมายอาจไปได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการออกแบบของสถาปนิกและต้นทุนในการเดินทางของเจ้าของงานเอง โดยสถาปนิกต้องศึกษาเส้นทางที่มีอยู่ทั้งหมด รู้และเข้าใจสถานที่ต่างๆ ที่ต้องผ่านไปว่าจะประสบปัญหาและอุปสรรคอย่างไร ทั้งคอยป้องกันหลีกเลี่ยงให้การเดินทางดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด  แต่อย่างไรก็ดี เส้นทางสายนี้มักมีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ ทั้งจากบุคคลรายทางที่เจอและสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจึงต้องปรึกษาหารือกันอยู่เนืองๆ เพื่อให้การเดินทางไปสู่จุดหมายเป็นไปได้โดยสวัสดิภาพ

ฉะนั้นแล้ว ประโยชน์ใช้สอยที่ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้วอาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากให้มันเป็นอย่างไร  นอกจากนั้นการออกแบบบนปัจจัยของการใช้สอย ยังต้องมีหลักวิธีแห่งจิตวิทยาในการใช้งานผสมผสานอยู่ด้วย  สถาปนิกจึงอาจออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้น่ารื่นรมย์ หรือเต็มไปด้วยความเครียดความลำบากก็ได้  อาคารที่ต่างหน้าที่ใช้สอยกันย่อมได้รับการออกแบบให้เกิดความรู้สึกที่สอดคล้องสัมพันธ์ไปกับการใช้สอยนั้น ๆ เช่น รู้สึกสงบ  หรือสึกง่วงนอนผ่อนคลาย หรือรู้สึกสนุกสนานตื่นตัวตลอดเวลา เป็นต้น  ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยองค์ประกอบในด้านงานออกแบบที่สถาปนิกได้ร่ำเรียนฝึกฝนมาโดยตลอด

image002

เรือนโบราณริมกว้านพะเยา      /   ที่มาภาพ :  ประกิจ ลัคนผจง

เรื่องของความมั่นคงแข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่คู่กับการออกแบบงานสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหากงานออกแบบไม่มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง อย่างไรเสียก็จะต้องมีความแข็งแรงเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมเสมอ มิเช่นนั้นสิ่งก่อสร้างก็ไม่อาจก่อรูปก่อร่างขึ้นมาให้สามารถเข้าไปใช้งานได้เลย  ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นข่าวอาคารถล่ม ในประเทศอินเดีย หรือบังคลาเทศในปี พ.ศ.2556 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย รวมถึงประเทศไทยเราเองก็เคยมีเหตุการณ์ตึกถล่มลงมาหลายปีมาแล้ว นั่นคือโรงแรมรอยัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมา โดยสาเหตุการถล่มของโรงแรมเกิดจากการต่อเติมจนผิดไปจากการออกแบบแต่แรกไปมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  อาคารหลายหลังในบ้านเราล้วนแต่ต่อเติมการใช้สอยออกไปจากตัวอาคารเดิมมากมาย  ทั้งนี้การต่อเติมดังกล่าวต้องอยู่ในความดูแลของสถาปนิกและวิศวกรอย่างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบและคำนวณงานโครงสร้างทางวิศวกรรมที่จะทำให้อาคารซึ่งได้รับการต่อเติมมีความมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย

ในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมทุกๆ ครั้งของสถาปนิก จึงจะต้องคิดคำนึงถึงในด้านความมั่นคงแข็งแรงนี้ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ของตัวอาคารที่ออกแบบนั้นอยู่เสมอ สถาปนิกจึงต้องรู้และเข้าใจงานวิศวกรรมด้วย  ซึ่งเป็นการเรียนรู้หนึ่งในหลายๆ วิชาที่เกี่ยวข้องและสร้างความเข้าใจให้การทำงานออกแบบเป็นไปได้โดยถูกหลักทางวิศวกรรม สามารถออกแบบให้เกิดประสานกันของระบบอาคารต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ก็จะมีงานระบบอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีก      ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรมระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง วิศวกรรมระบบปรับอากาศ วิศวกรรมระบบสุขาภิบาล เป็นต้น   สถาปนิกจึงเป็นเหมือนผู้รวบรวมทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องให้เข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างลงตัว และเหมาะสมภายใต้ความต้องการใช้สอย ความแข็งแรง และมีความงามเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของผู้ใช้สอย เปรียบง่ายๆ เหมือนกับคนซึ่งสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์   ร่างกายอันมีอวัยวะต่าง ๆ ประกอบกันขึ้นมาเป็นคนคือส่วนต่างๆ ของการใช้งาน(หรือการใช้สอย) มีโครงสร้างกระดูกเป็นแก่นแกนให้ทรงตัวอยู่ได้ และสามารถพับ งอ ลุก นั่ง ได้ด้วยกลไกทางโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี(ความมั่นคงแข็งแรง)  ในส่วนของความงามส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวอวัยวะนั้นๆ เองเช่น ผม ตา ปาก รูปร่าง แต่อาศัยอาภรณ์เครื่องนุ่งห่มที่สัมพันธ์กับผู้สวมใส่อย่างเหมาะกับกาลเทศะเป็นส่วนเติมเต็มความงามให้แก่อาคาร (ความงามในงานสถาปัตยกรรม) รวมถึงการออกแบบในการใช้สอยอันประกอบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ผู้ออกแบบได้ฝึกฝนเรียนรู้มา อาทิ ที่ว่าง มวลอาคาร จังหวะของอาคาร สี วัสดุ เส้นสายที่ปรากฏ ฯลฯ  งานออกแบบทางสถาปัตยกรรม หากได้รับการวางแผนและปรึกษากับวิศวกรที่ทำงานร่วมกันไว้เป็นอย่างดีแล้ว ความงามก็จะปรากฏให้เห็นได้นับแต่ถอดไม้แบบเลยทีเดียว  ยิ่งเมื่อได้รับการเก็บความเรียบร้อยใส่อาภรณ์ให้แก่ตัวอาคารจนงานก่อสร้างแล้วเสร็จ ความงามที่สมบูรณ์ก็จะปรากฏตามที่ได้จินตนาการไว้

งานก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมจึงต้องอาศัยผู้เกี่ยวข้องมากมายหลายส่วนด้วยกัน แบ่งหน้าที่กันทำงานตามภาระรับผิดชอบและความสามารถในแต่ละส่วน  สิ่งสำคัญคือการผสานส่วนต่างๆ เหล่านั้นให้เข้ามารวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งเป็นหน้าที่อันสำคัญของสถาปนิก  ซึ่งในทุกๆ ขั้นตอนมักจะพบเจอปัญหาที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องมาทำการแก้ไขที่พบเจอนั้น ตามจริงอาจกล่าวได้ว่ามิใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานซึ่งเป็นเรื่องปกติ เสมือนดั่งการขับรถไปในสถานที่แห่งหนึ่ง แม้ผู้ขับรถจะทราบหนทางที่ไปและรู้วิธีขับรถเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างทางที่ไปในแต่ละครั้งย่อมไม่เหมือนเดิมด้วยสภาพแวดล้อมและบริบทที่เกี่ยวข้องในแต่ละคราวนั้นเอง  ความรับผิดชอบที่มีของทั้งสถาปนิกและวิศวกรจึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเฉกเช่นเดียวกับ แพทย์ เภสัชกร หรือทนายความ เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนที่เข้ามาใช้สอยในอาคารนั้น  และสถาปนิกยังเป็นผู้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการใช้งาน ให้ยกระดับขึ้นไปสู่ขั้นกว่าอันเป็นการใช้สอยเพียงพื้นฐานด้วย  นักออกแบบไม่ว่าจะในวงวิชาชีพใดจึงมักเป็นผู้สร้างความพิเศษให้แก่การใช้งานในชนิดนั้นๆ  ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่เพียงแต่เจ้าของผู้ว่าจ้างผลิตผลงานนั้น แต่ยังส่งผลถึงวงกว้างในระดับสังคมด้วย

image004

ภาพสเก็ตช์งานออกแบบ  PPLUSTHAI STUDIO CO.,LTD. © 2013

 

เรื่องของการใช้สอย ความมั่นคงแข็งแรงดูจะเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจได้ไม่ยาก แต่เรื่องของความงามนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่องานแล้วเสร็จสมบูรณ์  แม้ว่าความงามจะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ดูจะไม่มีมาตรวัดหรือกฎเกณฑ์ แต่แท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวมีกฏเกณฑ์ที่สามารถฝึกฝนเรียนรู้ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกฝน ความงามที่ดีมิใช่ความงามที่ถูกจริตคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะคน แต่เป็นความงามที่เป็น universalเหมือนกับงานศิลปะดีๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของชนชาติใด หากเข้าขั้นความเป็นศิลปะแล้ว ย่อมได้รับการยกย่องเสมอกัน  และเราไม่อาจตัดสินผลงานจากวัสดุ เส้น สี หรือผลสำเร็จของผลงานโดยปราศจากการมองให้เห็นถึงความคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้น รวมถึงต้นทางแห่งการฝึกฝนเรียนรู้มาเป็นเวลานาน และเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งนั้น ซึ่งนับเป็นต้นทุนของผลงานที่สำคัญยิ่งกว่าต้นทุนทางผลผลิตตามกระบวนการออกแบบก่อสร้างที่เราได้เห็นกันในท้ายที่สุดเสียอีก

เรื่องของความงามเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิต เราอยู่กับความงามไม่เฉพาะกับวัตถุสิ่งของหรือลักษณะกายภาพต่าง ๆ ที่มองเห็นได้เท่านั้น  แม้จิตใจและความรู้สึก ความงามก็ผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตด้วยเช่นกัน

สังคมหรือประเทศจะเติบโตได้อย่างดีมีคุณภาพ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากพลเมืองในสังคม และสภาพแวดล้อม  การอยู่อาศัยภายใต้สถาปัตยกรรมที่ดีย่อมทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเช่นกัน ปัจจุบันเราจึงเห็นตึกรามบ้านช่องหลายแห่งได้รับการออกแบบสร้างสรรค์อย่างตั้งใจ เพื่อเป็นไอคอนสำคัญที่จะแสดงออกซึ่งความเจริญของเมือง หรือเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันสำคัญที่มีมาแต่ดั้งเดิม การเติบโตของเมืองบางแห่งใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนที่นำพา content ที่ภาครัฐวางแผนให้เป็นบริบทสำคัญที่จะผลักดันประเทศออกสู่ตลาดโลก และหลายครั้งที่เราต่างพากันไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ  โดยอาจลืมไปว่าเรากำลังมีประสบการณ์อยู่กับสถาปัตยกรรมชั้นเลิศของสังคมวัฒนธรรมแห่งนั้น ๆ  เพราะสถาปัตยกรรมมีความสำคัญต่อเมือง ผู้คน และสังคม

ขอทิ้งท้ายในบทสรุปซึ่งอาจกล่าวรวมถึงหน้าที่ของสถาปนิก ด้วยคำพูดของสถาปนิกระดับโลก วลีหนึ่ง  ดังนี้

“The mission of architecture is to help people understand how to make life more beautiful, the world a better one for living in, and to give reason, rhyme, and meaning to life.”

Frank Lloyd Wright, 1957

 

From : Facebook : Poetics of Space

https://www.facebook.com/The.Poetics.of.Space/?pnref=story

 

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © ตุลาคม 2556/  ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหา กุมภาพันธ์ 2560

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *