A-021-พระบรมสารีริกธาตุเสด็จกลับเมืองกุสินารา

a-021-01

ที่มาภาพ facebook มหาวิทยาลัยศิลปากร

a-021-02

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ตอนโทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ

พระบรมสารีริกธาตุ เสด็จกลับเมืองกุสินารา

เมืองกุสินารานับเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในสมัยพุทธกาล แต่กลับมีความสำคัญอันยิ่งใหญ่เนื่องจากเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาปรินิพพาน ณ ที่แห่งนี้  จากเหตุการครั้งนั้นนับจนวันนี้ ก็ล่วงมากว่า 2500 ปีแล้ว  

หากย้อนไปภายหลังเหตการณ์พุทธปรินิพพาน และการถวายพระเพลิงพระบรมศพองค์พระศาสดาแล้วเสร็จ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญตามมาคือ กษัตริย์ 7 เมืองได้เดินทางมายังกุสินาราเพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ และดูจะเกิดความวุ่นวายตามมา หากโทณพราหมณ์ ครุแห่งบรรดากษัตริย์เหล่านั้นออกมาคลี่คลายสถานการณ์ไว้ก่อน จึงได้เกิดการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุในครั้งนั้นให้แก่บรรดากษัตริย์ทั้ง พระองค์ และรวมทั้งเมืองกุสินาราด้วยอีกหนึ่งพระองค์ รวมเป็น  8  ส่วน เพื่อให้นำไปบรรจุไว้ในสถูป นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งสถูปของพระบรมศาสดานั่นเอง

และคำว่าสถูปในทางพุทธศาสนานี้คือ พุทธศิลปสถาปัตยกรรมที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้   แม้ในกาลต่อมาผู้คนอยากจะสร้างเครื่องระลึกถึงในทำนองเดียวกันกับสถูป แต่หาได้มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ เช่นที่กษัตริย์ต่างๆ ได้รับมอบไป จึงสร้างพุทธศิลปสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า เจดีย์ อันหมายถึง เครื่องระลึกถึง เนื่องจากสร้างขึ้นเป็นชั้นรองลงมาหมายแทนว่าเป็นสถูป  (โดยเจดีย์ยังแบ่งออกเป็นอีก 4 ประเภท รายละเอียดจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป)   ในบรรดาการสร้างชั้นหลังต่อมาจากสถูปทั้ง 8 องค์ดังกล่าวแล้ว น่าจะต้องกล่าวว่าเป็นเจดีย์ทั้งสิ้น เนื่องจากมิได้เป็นการประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระพุทธเจ้าหลังการถวายพระเพลิงโดยตรง (ความเห็นผู้เขียน) แต่อาจมีคำเรียก ว่า สถูปเจดีย์ เป็นชุดคำเดียวกันในความหมายของการสร้างเจดีย์ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่มีเพิ่มขึ้นมากมายตามแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

สาลวโนทยานในวันนี้ปรากฏซากหลักฐาน โบราณสถานให้เห็นอยู่ ซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแต่ได้รกร้างหักพังไปตามกาลเวลา ในชั้นหลังเมื่อมีการขุดค้นแล้วจึงได้พอบูรณะขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง  แต่ที่เราเห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะโดยรัฐบาลอินเดียร่วมกับศรัทธาชาวพุทธ  และบริเวณโดยรอบสาลวโนทยานก็ได้มีชาวพุทธจากหลายประเทศได้เข้ามาสร้างวัดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อประกอบการบุญระลึกถึงคุณองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เป็นวัดไทยที่สร้างขึ้นในบริเวณที่ไม่ไกลจากสาลวโนทยานนั้นด้วย เสนาสนะสิ่งปลูกสร้างเป็นไปด้วยรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบไทย (แต่ละชาติจะสร้างวัดตามรูปแบบทางศิลปกรรมของตน) โดยการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ ณ ที่แห่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เป็นการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ทางรัฐบาลอินเดียได้เคยมอบไว้ให้แก่ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 บางส่วนกลับสู่แดนพุทธภูมิ   

กุสินารานครอันเป็นปฐมเหตุแห่งการสร้างสถูปพระบรมศาสดา  วันเวลาได้นำพาให้พระบรมสารีริกธาตุสเด็จมาถึงเมืองไทย และในวันนี้พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุบางส่วนให้เสด็จกลับมาสู่พุทธภูมิ เสมือนเป็นเหตุการณ์ซ้อนทับในโอกาสที่  พระมหากษัตริย์ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้สร้างสถูปเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุภายหลังพุทธปรินิพพานอีกครั้งหนึ่ง  แต่สิ่งสำคัญคือการที่เป็นโอกาสที่ชาวไทยได้ร่วมพระราชศรัทธาในการบุญเนื่องในพุทธศิลปสำคัญองค์นี้  

แม้ในปัจจุบันพุทธศาสนิกชนจากหลายแห่งทั่วโลก หากได้มาเยือนกุสินารา กระทำบูชาที่สาลวโนทยานแล้ว ย่อมไม่พลาดที่จะมากราบไหว้บูชาพระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธาอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเพราะพระบรมสารีริกธาตุ (อันมีลักษณะเป็นชิ้นกระดูก) ที่ได้เคยประดิษฐานแต่ครั้งพุทธกาลได้กลับมาประดิษฐานให้เห็นกับตาและกราบไหว้ได้ด้วยความปิติปรีดา โดยทั่วกัน

ใครที่เคยเดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้งสี่แห่งในอินเดีย คงได้มีโอกาสแวะเวียนไปวัดไทยที่ประจำอยู่ในเขตพื้นที่สำคัญเหล่านั้น หนึ่งในวัดไทยที่สำคัญยิ่งวัดหนึ่งนั้นคือ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เนื่องด้วยเป็นวัดที่มีการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์องค์สำคัญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเราชาวไทยได้มีส่วนในการออกแบบและถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นต้นบุญให้ชาวไทยได้ดำเนินรอยตามพระราชศรัทธา 

 

พระมหาธาตุเจดีย์องค์นี้เป็นผลงานออกแบบของ อ.วนิดา พึ่งสุนทร (ศิลปินแห่งชาติ) ได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติถึงความงดงาม และแวะเวียนมากราบไหว้บูชา และชมพุทธศิลปอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวไทยอยู่เสมอ เราจะได้มาเรียนรู้งานสำคัญชิ้นนี้ ที่ไปอวดสายตาให้ชาวพุทธทั่วโลกได้เห็นในโอกาสต่อไป

 

เผยแพร่เมื่อ  7 สิงหาคม 2556

ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © สิงหาคม 2556

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *