A-020-สถาปัตยกรรมไทย:งานช่างหลวงกับงานช่างพื้นถิ่น

a-020-02
 พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร / ที่มาภาพ : ประกิจ ลัคนผจง 
งานช่างหลวงกับงานช่างพื้นถิ่น
นอกเหนือจากประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทยที่ ได้กล่าวไว้ในเรื่อง   A-005-สถาปัตยกรรมไทยใช่แต่วัดวาอาราม   ซึ่งแบ่งออกตามการใช้งานแล้ว   งานสถาปัตยกรรมไทยยังสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะกลุ่มช่างได้อีก  คืองานสถาปัตยกรรมไทยตามแบบแผน(หรือแบบประเพณี)ที่เป็นฝีมืองานช่างหลวง แบบหนึ่ง และงานสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่น อีกแบบหนึ่ง งานทั้งสองแบบนั้นมีความสำคัญด้วยกันทั้งสองส่วน และยังส่งอิทธิพลถึงกันและกันได้  กล่าวคืออาจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวิธีคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์  ซึ่งมีคุณค่าในการสร้างงานด้วยความศรัทธาทั้งสองทาง แต่งานช่างหลวงที่พบเห็นในวัดวาอารามในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยสรรพกำลังทั้งด้านปัจจัยในการก่อสร้างและฝีมือแรงงานช่าง ย่อมให้ผลในเชิงรูปลักษณ์อย่างรุ่มรวย ดูราวกับการประดับประดานั้นเต็มไปด้วยความฟุ่มเฟือย แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า ความศรัทธาที่จะสร้างงานดังกล่าวฝากไว้แก่พระพุทธศาสนาของงานกลุ่มนี้คือแรงผลักให้เกิดงานศิลป์อันน่าทึ่งนี้ได้ เพราะผู้ถวายสิ่งของไว้ให้พระพุทธศาสนาย่อมกระทำอย่างเต็มกำลังตามความสามารถและฐานะที่ตนมี เพื่อให้ได้บุญอันประณีตเฉกเช่นสิ่งถวายอันวิจิตรนั้น
งานสถาปัตยกรรมแบบช่างหลวงนั้นมักเป็นงานที่มีแบบแผนทางการสร้างสรรค์ชัดเจน และอยู่ในระเบียบวิธี  มีกรอบความคิดด้านองค์ประกอบความงามและทักษะฝีมือที่ต้องได้รับการฝึกฝนเรียนรู้อย่างปราณีตและมีกฏเกณฑ์ในการทำงานกำกับในระดับหนึ่ง  เพื่อให้ผลงานที่ปรากฏมีแบบแผนทางการช่างอันเป็นที่ยอมรับในสังคมว่ามีฝีมืออันปราณีต เป็นที่เจริญตาเจริญใจ และสร้างการรับรู้ถึงความงาม ให้แก่ผู้พบเห็นได้ทันที
และโดยอีกนัยยะหนึ่งคือการแสดงออกถึงความเจริญแห่งราชอาณาจักร อันมีตัวพุทธศิลปสถาปัตยกรรมไทยเป็นหลักฐานที่สำคัญ ซึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาเยือนเมืองไทยนับแต่อดีตกาลนานมาแล้ว แม้ในปัจจุบันทุกชาติต่างยอมรับในคุณค่าความงามและภูมิปัญญาดังกล่าวนี้โดยทั่วกัน

a-020-03

a-020-04

  สิมเก่าวัดศรีโพธิ์ชัย จ.อำนาจเจริญ / ที่มาภาพ : ประกิจ ลัคนผง
ส่วนงานสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่น คืองานสร้างสรรค์พุทธศิลปสถาปัตยกรรม อันสั่งสมฝีมือ ความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของชุมชนในแต่ละถิ่นที่ ผ่านช่วงเวลาลองผิดถูกมาเป็นระยะเวลาหนึ่งจนได้ผลลัพธ์ทางการออกแบบอันเป็นที่พึงใจ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนที่ทุกคนรับรู้และภาคภูมิ  เป็นแบบแผนแห่งการปฏิบัติและสืบทอดที่ยอมรับร่วมกัน  แม้ในภายหลังจะมีการสร้างงานใหม่ๆ ต่อมา ก็ยังคงสืบต่อมรดกทางความคิดของภูมิปัญญาสั่งสมเดิมมาอย่างต่อเนื่องและมองเห็นการสืบสายทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างชัดเจน
แม้ว่าฝีมือในงานสถาปัตยกรรมไทยพื้นถิ่นอาจไม่มลังเมลืองอลังการแบบงานช่างหลวง  แต่ภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบทอดปรากฏเป็นรูปสถาปัตยกรรมนั้น ย่อมยังความตื่นเต้นและชื่นใจให้แก่ผู้คนต่างถิ่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีความรู้ความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรม  เพราะเสน่ห์แห่งงานมิได้อยู่ที่ไปหยิบเอารูปแบบทางสถาปัตยกรรมจากสถานที่อื่นๆ มาใช้  แต่คือเอกลักษณ์ที่สามารถสร้างสรรค์โดยเท้าความสืบถามถึงการสืบสายงานศิลป์แห่งถิ่นตนอย่างต่อเนื่องมาได้นั้นต่างหาก  และนี่ย่อมสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจของชุมชนที่มีต่อวัฒนธรรมตนได้เป็นอย่างดี  มรดกดังกล่าวนี้ไม่อาจสร้างได้อย่างฉับพลันทันที แต่ต้องอาศัยเวลาสั่งสมและสืบสานจนผสานเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชนไปในที่สุด และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมคือสิ่งที่ลอกเลียนกันไม่ได้  ถ้าลอกกันไปได้ก็ไปได้แต่เปลือกแบบลวกๆ  หาได้มีคุณค่าอย่างลึกซึ้งถึงใจเช่นงานอันเป็นอัตลักษณ์ของถิ่นที่นั้นๆได้
ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้จะว่าไปแล้วก็เข้าทำนอง สถาปัตยกรรมแบบพอเพียง อันเป็นกิ่งย่อยแห่งแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง  พอเพียงมิใช่ทำอย่างพอทำเนา แต่เป็นความพอดีแก่บุคคล ฐานะ   ฉะนั้นงานช่างหลวงที่รุ่มรวยด้วยการตกแต่งมากมายก็คือความพอเพียงตามแบบฉบับของผู้มีกำลังทรัพย์มาก และต้องการอุทิศงานอันเป็นเลิศทางศิลปกรรมไว้ให้แก่พระพุทธศาสนา ทั้งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นคือนัยยะความหมายทางสังคม การเมือง ในระดับชาติและระหว่างชาติ  ในขณะที่งานช่างท้องถิ่นที่มีรูปแบบอันเป็นงานช่างพื้นบ้านซึ่งมีเสน่ห์ในแบบฉบับตน เหมาะแก่กำลังในการสร้างสรรค์ของถิ่นที่นั้นๆ แสดงถึงอัตตลักษณ์เฉพาะตัว ความรู้ภูมิปัญญาที่สั่งสมมานับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน และสะท้อนออกซึ่งศรัทธาแห่งท้องถิ่นอย่างเต็มที่บนความพอดีของชุมชน  ปรากฏผลเป็นเสน่ห์ที่เป็นแบบฉบับซึ่งเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมไทยของตนได้อย่างน่าภาคภูมิ
สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ ทั้งงานสถาปัตยกรรมไทยแบบช่างหลวงและแบบช่างพื้นถิ่นนั้น มิได้นึกทำไปตามอำเภอใจ แต่ล้วนสร้างขึ้นจากรากฐานความคิดที่สั่งสมมา โดยอาจเป็นการเล่าเรื่องราวเนื้อหาทางศาสนาเดิมแต่มีกลวิธีในการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละยุคสมัย ด้วยเหตุปัจจัยที่ต่างกัน  และมักเป็นไปในทางการยกระดับจิตใจและภูมิปัญญาโดยหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดการวิพากษ์และความคิดเชิงลบ หรือความลังเลสงสัยต่อผู้พบเห็นหรือใช้งาน  นั่นคือมุ่งส่งเสริมความคิดและความรู้สึกไปในทางบวกเป็นสำคัญ
งานสถาปัตยกรรมไทยแบบช่างหลวงและงานสถาปัตยกรรมไทยแบบช่างพื้นถิ่นจึงเป็นงานที่มีคุณค่าในเชิงมรดกทางวัฒนธรรมทั้งคู่  รับใช้สังคมได้อย่างเหมาะสมมาโดยตลอด เป็นฟันเฟืองอันสำคัญที่ทำงานอยู่ร่วมกัน ด้วยหน้าที่เฉพาะส่วนดั่งอวัยวะในร่างกายที่แม้แตกต่าง แต่ก็ไม่อาจขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้   งานทั้งสองส่วนอาจมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างกันได้  ส่งความคิดและอิทธิพลถึงกันและกัน  กล่าวได้ว่าเป็นดั่งสองแรงแข็งขันที่เติมความสมบูรณ์ให้แก่ศิลปสถาปัตยกรรมไทยมาอย่างยาวนาน  และยังคงจะดำเนินต่อไปเพียงแต่การเชื่อมต่อกันหรือการผสานกันของงานทั้งสองแบบอาจมีให้เห็นมากขึ้น ตามเหตุปัจจัยทางสังคมที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน  ขอเพียงแต่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมไทย ไม่เฉพาะผู้ออกแบบ ช่างฝีมือ แต่รวมถึงพระภิกษุ และผู้เกี่ยวข้องในงานทุกภาคส่วน มีความรู้และเข้าใจในงานเหล่านี้ ย่อมทำให้มรดกทางวัฒนธรรมของชาติได้เดินต่ออย่างมั่นคงสืบไป
ต้องไม่ลืมว่างานสร้างสรรค์ หรือการก่อสร้างอาคารที่เป็นมรดกสำคัญของแต่ละแห่งในโลก ล้วนมีเอกลักษณ์สร้างสรรค์เฉพาะตัว หาได้ไปพยายามทำตามอย่างใคร แต่อาจได้อิทธิพลถึงกัน นั่นก็เป็นเพียงลักษณะทางวัฒนธรรมอันเป็นพลวัตรที่ส่งผ่านถึงกันได้ แต่อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว ทุกที่ย่อมต้องการงานออกแบบที่มีอัตตลักษณ์แห่งตน ซึ่งจะนำความภาคภูมิใจสู่สังคมและชุมชนนั้นสืบไป
  Share !!
เผยแพร่เมื่อ  30 กรกฎาคม 2556
ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © กรกฏาคม 2556

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *