A-019-สถาปัตยกรรมไทย แบบแผนแห่งอาภรณ์ทางสถาปัตยกรรม

ภาพบน : พระที่นั่งพุทไธสวรรย์  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร   / ภาพล่าง : วิหารวัดภูมินทร์ จ.น่าน
ที่มาภาพ : ประกิจ ลัคนผจง (ภาพบน) / หจก.นพศิริ เอ็นจิเนียริ่ง (ภาพล่าง)
สถาปัตยกรรมไทย :  แบบแผนแห่งอาภรณ์ทางสถาปัตยกรรม
งานศิลปะสถาปัตยกรรมไทยหลักๆ ที่โดดเด่นพบเห็นโดยทั่วไปคืองานประเภทศาสนสถาน ซึ่งปรากฏมีไปทั่วบ้านทั่วเมือง วัดวาอารามต่างๆ โดยมากล้วนมีรูปแบบทางศิลปกรรมที่เป็นอาคารประกอบงานตกแต่ง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ คันทวย ฯลฯ ซึ่งอาคารอื่นๆ ที่จะมีรูปแบบในลักษณะการตกแต่งเช่นเดียวกันนี้อีก ก็คงมีแต่อาคารเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น ความที่ว่างานศิลปสถาปัตยกรรมไทยหรือ รูปแบบอาคารเช่นนี้มีใช้ในสองส่วนสถาบันอันสำคัญของชาติ เนื่องจากผูกติดกับระบบความคิด ความเชื่อ และการปกครอง ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานมาแล้ว
คนโดยมากอาจไม่เคยนึกสงสัยถึงรูปแบบทางศิลปกรรม ที่มีการตกแต่งดังกล่าวมาข้างต้น ว่าทำไมอาคารในสถาบันทั้งสองส่วน จึงมีรูปแบบทางศิลปกรรมเช่นนั้น   แม้ในปัจจุบันอาคารเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์อาจมิได้มีการก่อสร้างต่อเนื่องอย่างมากมายเช่นในสมัยก่อน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองการปกครอง  แต่อาคารในสถาบันศาสนายังดำเนินมาโดยตลอด แม้จะมิได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระมหากษัตริย์โดยตรงดังเช่นในอดีตแล้วก็ตาม แต่โดยภาพรวมก็ยังคงรักษารูปแบบทางศิลปกรรมไว้เป็นสำคัญ  ยิ่งเป็นอาคารที่มีความสำคัญอย่างมากในระดับชาติยิ่งมีลักษณะทางศิลปกรรมที่เข้มข้นในระเบียบวิธีในการออกแบบและการตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน  และลดน้อยลงในงานซึ่งสร้างขึ้นโดยทั่วไปและในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญโดยลำดับ
ซึ่งศิลปกรรมที่ปรากฏมีในงานศิลปสถาปัตยกรรมไทยนี้ เปรียบได้ดั่งอาภรณ์ของอาคาร  ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้ในกาละ โอกาสโดยเฉพาะเช่นในวัดในวังเท่านั้น  เพราะคงไม่มีใครคิดจะนำช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ไปติดเคหะสถานของตนเป็นแน่ เนื่องจากทุกคนรู้และเข้าใจดีว่าองค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้น ใช้ในงานทั้งสองสถาบันดังกล่าวข้างต้นเป็นสำคัญ แต่บางครั้งอาคารสาธารณะบางแห่ง  ได้มีการหยิบยืมองค์ประกอบอาคารประเภทนี้ไปใช้ ทั้งการนำไปใช้ในลักษณะศิลปสถาปัตยกรรมโดยตรง หรือนำไปใช้ในลักษณะการตกแต่งภายใน  หากจะว่ากันตามจริงแล้วย่อมไม่เหมาะสม เพราะการยกไปใช้โดยตรง หรือยกไปประดับตกแต่งภายใน ย่อมทำให้คุณค่าความหมายที่ดีและมีมายาวนานเกิดความสับสน และลดคุณค่า ที่เกี่ยวเนื่องกับความเคารพศรัทธาลงไปไม่น้อย ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในงานนั้นอาจไม่รู้สึกอะไรเลย หากไม่รู้และเข้าใจในแบบแผนการสร้างสรรค์งานศิลปสถาปัตยกรรมในประเทศไทยของเราเอง
แม้วัดวาอารามบางแห่งก็หยิบยืมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยชนิดที่ใช้กับอาคารเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้ หรือนำองค์ประกอบที่แสดงฐานานุศักดิ์ที่ค่อนข้างสูงไปใช้กับอาคารที่มิได้มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ใช้งานที่เกี่ยวเนื่องอะไรเลย โดยสิ่งที่เป็นเป้าหมายในการนำไปใช้ ก็เพียงเพื่อต้องการความงามตามอย่างอาคารต้นแบบที่ไปลอกมาเท่านั้น
ความงามในแบบที่นิยมลอกทำตามๆไป โดยไม่เข้าใจถึงความสำคัญและกาลเทศะในงานศิลปสถาปัตยกรรมไทย ทำให้เกิดความสับสนว่าอาภรณ์ที่สวมใส่ให้งานสถาปัตยกรรมนั้นๆ เป็นอาภรณ์ที่ถูกออกแบบสร้างสรรค์ให้นำไปใช้ได้ทั่วไปเช่นนั้นหรือ เหมือนงานพิธีทางราชการในแต่ละงานย่อมมีชุดพิธีการที่เป็นแบบแผนเฉพาะแตกต่างกันไป ผู้คนทั่วไปในสังคมคราวที่จะต้องไปในสถานที่อันต่างกาละโอกาสและพิธีก็ยังมีความจำเป็นในการแต่งกายต่างไปตามวาระโอกาสนั้นๆ  ถ้าเช่นนั้นสถาปัตยกรรมก็น่าจะถูกพิจารณาในทำนองเดียวกันได้
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ตามจริงแล้วมิใช่เรื่องที่จะคิดเปรียบเทียบไปเล่นๆ แต่มีหลักแห่งระเบียบวิธีในการออกแบบ และการหยิบยกองค์ประกอบต่างๆไปใช้ เพียงแต่สิ่งเหล่านี้มิได้มีกฎหมายกติกาใดๆ  มาตั้งข้อห้ามในความถูกต้องเหมาะสม ซึ่งผู้ออกแบบและเจ้าของโครงการหรือผู้ออกเงินสร้างอาคารเหล่านั้นควรต้องพิจารณาร่วมกันให้ดี และหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งจะไม่เป็นการไปทำลายคุณค่าในงานศิลปสถาปัตยกรรมไทยอันดีที่มีมาแต่เดิม  และแม้มีความจำเป็นที่คิดว่าจะต้องการงานออกแบบที่เข้าข่ายในลักษณะนี้ คงต้องหาหนทางในการออกแบบที่จะได้ผลลัพธ์ทางการออกแบบที่ดี แต่รักษาไว้ซึ่งกริยามารยาทอันดีที่มีต่อรูปแบบทางศิลปสถาปัตยกรรมไทยกับผู้ใช้งานและการใช้สอย เพื่อรักษาคุณค่าเดิมและต่อยอดคุณค่าใหม่ ที่สังคมต้องการ ได้อย่างสร้างสรรค์ต่อไป
   Share !!
ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © กรกฏาคม 2556

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *