A-018-สถาปัตยกรรมไทย เส้นทรงจอมแห

a-018-01
ที่มาภาพ :  วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 2
โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร
คำว่า ทรงจอมแห นี้เป็นคำที่คุ้นเคยกันดีในวงการสถาปัตยกรรมไทย เนื่องจากงานออกแบบในด้านนี้ มักมีการนำทรงจอมแห มากำกับหรือเป็นกรอบช่วยในการออกแบบ เพื่อให้ผลลัพธ์ของตัวสถาปัตยกรรมมีความงดงามตามแบบแผนงานศิลปสถาปัตยกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรวดทรงของอาคารทางสูง ประเภท เจดีย์ ปรางค์ หรืออาคารที่มียอดพุ่งสูงขึ้นด้านบน   ซึ่ง รศ.สมใจ นิ่มเล็ก (ราชบัณฑิต) ได้กล่าวว่า ทรงจอมแห น่าจะมาจากการตากแหให้แห้งของชาวบ้าน โดยนำก้นแหไปผูกกับปลายไม้ไผ่หรือคล้องกับกิ่งไม้ที่มีความสูงมากกว่าความยาวของปากแห ใช้ไม้ค้ำปากแหให้ถ่างออก จึงเกิดเป็นลักษณะของเส้นทรงที่เรียกว่า ทรงจอมแหนี้เอง
ผู้เขียนขออธิบายเพิ่มเติมว่า   ทรงจอมแหนี้ จะมีความชะลูดมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานศิลปสถาปัตยกรรมแต่ละประเภท  ซึ่งมีผลต่อความหนักเบาหรือปริมาตรของอาคารซึ่งสัมพันธ์กันกับเทคนิควิธีในการก่อสร้าง เช่น หิน หรืออิฐ อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์กับที่ว่างโดยรอบอาคารด้วย
เส้นสมมุติที่เรียกว่าเส้นจอมแห หรือเส้นที่อยู่ในทรงจอมแหนี้มิได้เป็นเส้นกำหนดขอบเขตของรูปทรงทางสถาปัตยกรรมอย่างตายตัว เพียงแต่เป็นการวางกรอบที่กำหนดลักษณะทรงแต่เพียงคร่าวๆ ซึ่งผู้ออกแบบใช้กำกับเพียงเบื้องต้น ส่วนการที่จะออกแบบรูปทรงหรือเส้นทรงโดยรวมไปเช่นไรย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆ อันเกี่ยวเนื่องกับงานออกแบบที่สถาปนิกสถาปัตยกรรมไทยจะเป็นผู้พิจารณาตามแต่ความรู้ ประสบการณ์และดวงตาทางศิลปะเฉพาะในแต่ละบุคคลไป
มณฑปพระพุทธบาทสระบุรี
ที่มาภาพ  : หนังสือสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร
หากสังเกตงานศิลปะสถาปัตยกรรมไทยประเภทเจดีย์ หรือปรางค์ ก็จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์กับลักษณะเส้นทรงดังกล่าว ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งการกำหนดทรงจากเส้นจอมแหนี้  และหากมองออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันที่มีพุทธศิลปสถาปัตยกรรมเช่นบ้านเราก็จะพบว่า มีเค้าโครงแห่งทรงรูปรอบนอกในลักษณะอาการทั้งดูต่าง และดูคล้ายกันแต่จะไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว ซึ่งน่าจะมาจากสุนทรียภาพในทางความงามเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละกลุ่มวัฒนธรรม
เส้นทรงจอมแหที่กำกับรูปศิลปะสถาปัตยกรรมของไทยมีความอ่อนช้อยงดงามและได้กำลังพอดิบพอดี สอดคล้องสัมพันธ์ไปกับวัสดุและโครงสร้างที่ใช้มาแต่โบราณ ซึ่งงานของไทยเราโดยมากจะเป็นอาคารเครื่องก่อกับอาคารไม้  ที่ให้ลักษณะทรงที่ดูระหงกว่าวัสดุจำพวกหิน อีกทั้งด้วยปรัชญาในการออกแบบงานศิลปสถาปัตยกรรมไทยดังได้เคยกล่าวไว้มาก่อนหน้าหัวข้อนี้แล้วนั้น น่าจะมีส่วนแห่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลป์ให้เข้าทำนองรูปทรงองค์เอวดังที่ปรากฏนี้ (ความเห็นผู้เขียน)
 
เจดีย์ยุทธหัตถี อนุสรณ์ดอนเจดีย์ / เจดีย์ยุทธหัตถี อนุสรณ์ดอนเจดีย์ (งานออกแบบของ ศ.พระพรหมพิจิตร)
ที่มาภาพลายเส้น : หนังสือสถาปัตยกรรมไทยเฉลิมพระเกียรติ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร
ที่มาภาพถ่าย : ประกิจ ลัคนผจง 
แม้ว่าทรงจอมแหจะเป็นชื่อทรงงานสถาปัตยกรรมไทยในแนวดิ่ง จำพวกเจดีย์ ปรางค์ หรืออาคารที่มีส่วนหัว(ชุดหลังคา)ซึ่งอยู่ในลักษณะเครื่องยอด และเป็นดั่งโครงร่างที่กำกับทรงโดยรวมอยู่ก็ตาม แต่การนำไปใช้ในงานออกแบบ จะเห็นได้ว่ามีการขยับทรงที่แตกต่างกันไปดังได้อธิบายไว้ตอนต้น ผู้ออกแบบงานจะต้องคำนึงถึงทรงอาคารและองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกันไป โดยหลักวิธีอาจจะต้องใช้เป็นกรอบในการออกแบบ แต่ก็เป็นเพียงเครื่องประคองเท่านั้น สามารถยักเยื้องแก้ไขให้ขยายกว้างหรือแคบเข้าไปตามความเหมาะสมของงานแต่ละประเภทได้ ส่วนสำคัญที่ต้องระวังคือส่วนองค์ประกอบบริเวณปลายสุดของทรง ที่อาจเกิดการกลืนหายไปดังคำครูช่างที่ว่า อากาศกินไม่เช่นนั้น ในเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเกิดปรากฏการณ์ยอดด้วนเอาได้ ซึ่งเรื่องนี้ในสมัยก่อนจะใช้วิธีดูกะระยะกันที่หน้างาน และยังคงทำงานจริงด้วยวิธีการนี้เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่มีความแม่นยำที่สุด ผู้มีประสบการณ์ในการออกแบบจะสามารถกะเกณฑ์ได้ตั้งแต่ทำแบบบนกระดาษ แต่อย่างไรก็ตามยังคงจำเป็นต้องตามไปดูขณะทำการก่อสร้างด้วย เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนและอีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบความคิดความเข้าใจที่มีต่องานออกแบบในคราวเดียวกัน
เรื่องทรงจอมแห หรือทรงรวมของงานศิลปสถาปัตยกรรมนี้จะว่าไปแล้ว  ผู้ออกแบบแต่ละท่านอาจมีมุมมองต่อรูปทรงอาคารที่แตกต่างกันไปได้อีก ความแคบกว้างหรือสูงเตี้ยของทรงอาคารในลักษณะเดียวกันจึงอาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความนึกคิดของสถาปนิกที่นำปัจจัยหรือข้อคำนึงใดมาเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทรง  แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งในทรงขึ้นมา ท้ายที่สุดผลสัมฤทธิ์ของงานอันเป็นแบบเฉพาะของแต่ละบุคคลจะทำให้ส่วนผสมในงานออกแบบกลมกลืนกันไปได้ ซึ่งหากผู้เริ่มเรียนรู้ ควรดูงานครูที่ได้ทำมาเพื่อให้เกิดแบบแผนความเข้าใจในทางเดินอันดีงามไว้ก่อน หลังจากมีความเข้าใจมากพอแล้ว ก็จะสามารถเดินด้วยตนเองได้ในที่สุด
อ้างอิงข้อมูลจาก : วารสารหน้าจั่ว ฉบับประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมไทย ฉบับที่ 2  โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร
ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง  © มิถุนายน 2556

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *