A-017-สถาปัตยกรรมไทยกับตำราลายไทย

ภาพจาก พุทธศิลปภาคต้น โดยพระพรหมพิจิตร
ลายไทยเป็นศาสตร์วิชาที่ผู้เรียนทางด้านสถาปัตยกรรมไทยจะต้องฝึกฝนเรียนรู้ ทั้งนี้ลายไทยเป็นเรื่องที่ผู้ศึกษาในทางวิจิตรศิลป์ด้านศิลปะไทยต้องศึกษาเป็นหลักสำคัญ   ซึ่งการศึกษาลายไทยโดยทั่วไป จะหมายถึงการเรียนรู้ลายไทยในสี่ส่วนสำคัญคือ  กนก นารี กระบี่ คชะ หากจะว่าไปแล้วก็สรุปได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ ลายกับตัวภาพ ส่วนที่เป็นลายคือกนก  และตัวภาพ คือ นารี กระบี่ คชะ  ทั้งนี้กนก หมายรวมถึงแม่ลายต่างๆ อีกหลายชนิด ซึ่งแม่ลายที่ว่านั้นอาจยกตัวอย่างจาก สมุดตำราลายไทย ของพระเทวาภินิมมิต ตำราที่แสดงถึงฝีมืออันจัดเจนในการเขียนลายไทย  โดยได้แบ่งลายไว้มากมายอาทิ  ลายกระหนกสามตัว ลายบัว ลายลูกฟัก ลายหน้ากระดาน ลายกระจัง ลายรักร้อย เป็นต้น ซึ่งตำราเล่มนี้ถือเป็นตำราเล่มสำคัญที่นักเรียนสถาปัตยกรรมไทยใช้เป็นแนวทางในการศึกษาลายไทยได้เป็นอย่างดีเล่มหนึ่ง
แต่ตำราเล่มสำคัญซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นตำราเฉพาะของผู้เรียนสถาปัตกรรมไทยคือ พุทธศิลป์ภาคต้น  โดยพระพรหมพิจิตร ศิษย์คนสำคัญของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (สมเด็จครู) ซึ่งเนื้อหาของตำราเล่มนี้ได้แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนรู้ต้องเข้าใจลายไทยหลายส่วนด้วยกันคือ ตัวลาย อันได้แก่ลายกระหนก เป็นปฐม และมีลายอันเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่น หางหงส์ คันทวย รวมถึง ลายซึ่งเป็นรูปบุคคล ซึ่งก็เปรียบดั่งการเรียนรู้ตัวพระ ตัวนาง เป็นเบื้องต้น นอกจากนี้ยังมีลายหน้าบัน ทั้งลักษณะทรงหน้าบันและตัวอย่างลวดลายที่ประกอบเข้ารูป ท้ายเล่มยังปรากฏรูปศิลปกรรมขนาดเล็ก เช่นบุษบก หรือศาลา  นี่ย่อมทำให้เห็นได้ว่าการเรียนรู้ศาสตร์วิชาด้านนี้ มีวิธีการเรียนรู้เรื่องลายไทยที่แตกต่างกัน ระหว่างงานศิลปกรรม และงานสถาปัตยกรรม  ดูเผินๆ เหมือนเป็นประเภทแม่ลายกับตัวภาพ แต่ครูช่างได้เสริมการเรียนรู้ในส่วนของลายซึ่งเป็นองค์ประกอบที่อยู่ร่วมกับงานสถาปัตยกรรมเข้าไปด้วย ซึ่งลักษณะลายในงานสถาปัตยกรรมนี้เป็นที่น่าสนใจว่า คือลายที่ผสานสัมพันธ์ไปกับงานสถาปัตยกรรมจนเหมือนจะแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งนับเป็นหลักที่สำคัญในการออกแบบลวดลายในงานสถาปัตยกรรมไทยเลยทีเดียว
ภาพจาก พุทธศิลปภาคต้น โดยพระพรหมพิจิตร
การเรียนรู้จะเริ่มจากการปูพื้นฐานการฝึกฝนการเขียนลายจากปฐมบทง่ายๆ ในรูปทรงที่ลอกเลียนมาจากธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกบัว ซึ่งถือเป็นกำเนิดลายไทยที่เป็นแม่ลายพื้นฐานคือกระหนกสามตัว ไล่เรียงจากลายชนิดที่อยู่อย่างเดี่ยวๆ จนถึงลักษณะลายที่ต่อกันเป็นชุดทั้งในลักษณะสาย และผืน (dot ,line ,plane)  จากนั้นจึงนำไปสู่ลักษณะลายแบบเป็นปริมาตรรูปทรง ที่แยกไม่ได้ระหว่างลายหรือตัวองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม (Volumn ) เห็นได้ว่ากระบวนการที่ครูช่างวางไว้ให้เรียนรู้นั้นคล้ายดั่งการเรียนรู้พื้นฐานสำคัญทางด้านงานสถาปัตยกรรมแบบสากลด้วยเช่นกัน (ความเห็นของผู้เขียน)  ฉะนั้นแล้วการศึกษาเรียนรู้ลายไทยในงานสถาปัตยกรรมก็มีวิธีการจากฐานลายแบบ 2 มิติ ไล่เรียงไปจนเป็นลักษณะลายแบบ 3 มิติ และนำไปสู่สถาปัตยกรรมเต็มรูป ที่ก่อร่างสร้างทรงประกอบลายเพื่อให้บังเกิดเส้นสายที่อ่อนช้อย งดงาม อย่างสมบูรณ์ในตัวงานสถาปัตยกรรมไทย
น่าเสียดายที่ตำราพุทธศิลป์ภาคต้น ไม่มีภาคต่อ ซึ่งไม่แน่ว่าจะมีแค่ภาคปลายตามเจตนาเดิมหรือไตรภาคหากเป็นที่นิยม ทั้งที่ความตั้งใจของอาจารย์พระพรหมพิจิตรอาจวางไว้เพียงสองส่วนสำคัญแต่เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนเรียนรู้ดูจะมีอยู่ไม่น้อย  เนื่องจากหากความคิดของครูช่างที่มีต่อการวางแบบแผนการเรียนรู้ให้เป็นไปตามระดับความยากง่ายแล้ว เราก็จะเห็นว่าตำราเล่มแรกเป็นการวางกรอบโครงโดยรวมของลายและองค์ประกอบพื้นฐานที่ทำงานร่วมกันในการออกแบบพุทธศิลปสถาปัตยกรรมไทย  หากตำราเล่มต่อมาได้ถือกำเนิดขึ้นเชื่อได้ว่าคงจะมีความซับซ้อนในแง่ของตัวลายและองค์ประกอบสำคัญในงานสถาปัตยกรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งตัวภาพที่เป็นบุคคลอาจมีส่วนของภาพอมนุษย์และสิงสาราสัตว์ประกอบ เนื่องจากหากเขียนภาพพระ นาง ได้แล้ว ก็น่าจะขยับไปสู่การฝึกฝนเขียนภาพที่จำเป็นในส่วนอื่นๆต่อไป ส่วนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม อาจมีเรื่องราวขององค์ประกอบงานเครื่องยอด ซึ่งนับเป็นงานชั้นสูงในศาสตร์วิชาสถาปัตยกรรมไทย ให้ศึกษาเรียนรู้โดยละเอียด
ภาพจั่วหน้าบัน พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
สถาปนิก : อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ
ลายหน้าบันวิหารวิมลญาณเถระ วัดสุวรรณจินดาราม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
สถาปนิก  :  Beka Architects Co.,Ltd.  /  P Plusthai Studio Co.,Ltd.
แม้ตำราภาคสมบูรณ์มิได้บังเกิดขึ้นสมตามเจตจำนงของอาจารย์พระพรหมพิจิตร แต่ผลงานของท่านและครูช่างอื่นๆ ที่ได้ฝากไว้แก่แผ่นดินมากมาย ล้วนเป็นไปตามครรลองศาสตร์วิชาที่ถูกต้อง โดยชนรุ่นหลังสามารถศึกษาหาความรู้ได้จากวัดวาอารามที่บรรจงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดที่สร้างโดยองค์พระมหากษัตริย์ลงมาถึงข้าราชบริพาร นับได้ว่าเป็นตำราชิ้นสำคัญที่เป็นไปตามแบบแผนงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี ผู้สนใจควรได้ศึกษาเรียนรู้ให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะไปดูและศึกษางานสถาปัตยกรรมไทยในชั้นหลัง เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นพัฒนาการของการต่อยอดที่คนรุ่นใหม่ได้เดินต่อ  ซึ่งงานเหล่านั้นจะเป็นผลงานที่ดีมากน้อยเพียงไรย่อมอยู่ในวินิจวิฉัยของแต่ละท่าน แต่เชื่อว่าจะเป็นฐานความคิดอันสำคัญให้ทุกคนมีทางเดินของตนต่อไป
ทั้งนี้เพราะศิลปะคือความดี ความงาม ความเจริญ ผลงานที่ทำแล้วบังเกิดผลดังว่าย่อมเป็นศิลปะเสมอกัน
ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง © มิถุนายน 2556
  Share !!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *