A-013-ความรู้ศิลปะอินเดียจากการบรรยายทางวิชาการ

a-013-01

ที่มาภาพ : เว็บไซต์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
 โครงการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดีย ครั้งที่ 1
 งานบรรยายทางวิชาการได้เชิญผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมมาบรรยายเอง แปลการบรรยายโดย ผศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ผู้เดินทางไปศึกษาศิลปะอินเดียโดยตรง ถือเป็นการให้ความรู้พื้นฐานเบื้องต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่มิได้ศึกษาที่คณะโบราณคดี แต่มีความสนใจหรือมีบทบาทในการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยภาคเช้า Prof.Dr.Anupa Pande ได้เล่าเรื่องราวของศิลปกรรมอินเดียในช่วงแรกเริ่มนับแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 3 ไปจนถึงราว พุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งจะเห็นถึงรูปแบบทางพุทธศิลปสถาปัตยกรรมอินเดียในคราวที่ยังไม่มีการสร้างรูปบุคคลแทนองค์พระพุทธเจ้า แต่เมื่อต้องเล่าเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับองค์ศาสดา  การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ แทนองค์ท่านจึงปรากฏให้เห็นหลายลักษณะด้วยกันอาทิ บัลลังก์ รอยพระพุทธบาท ต้นโพธิ์ หรือสถูป โดยงานศิลปกรรมอาจเล่าเรื่องในลักษณะรวมเรื่องราวทั้งหมดเข้าไว้ในภาพเดียว (Synoptic) หรือไม่ก็ใช้วิธีการเล่าอย่างต่อเนื่อง (Sequencial)    สิ่งหนึ่งที่ได้จากการฟังบรรยายคือเราเข้าใจพุทธวัฒนธรรมในบ้านเราดีขึ้นคือ แม้ว่าพุทธศาสนาจะเป็นแนวคิดใหม่ของสังคมอินเดียในสมัยนั้น แต่การสร้างสรรค์ทั้งหลายล้วนมีรากฐานจากวัฒนเดิม โดยเฉพาะศาสนาฮินดูอันเป็นความเชื่อเก่าที่มีมาก่อน สะท้อนออกในงานศิลปกรรมของพุทธศาสนา(และยังรวมถึงแบบปฏิบัติ หรือคำสอนบางประการที่มีการเชื่อมโยงกัน) ทำให้เข้าใจได้ว่าการแลกรับปรับเปลี่ยนกันทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมคือปกติวิสัยที่มีมาช้านาน แต่ทั้งนี้ก็ได้สร้างแม่แบบเฉพาะตัวให้แก่ตนในเวลาต่อมา   ตอนหนึ่งของการบรรยายได้เล่าถึงเรื่องราวของจิตรกรรมพระมหาชนในถ้ำอชันตา  ชี้ให้เห็นถึงการเน้นตอนที่ทรงสละราชสมบัติออกบวช ซึ่งต่างจากของไทยซึ่งเน้นไปที่การบำเพ็ญวิริยะบารมีแทน นับว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวอันสำคัญของชาดกโดยมีวัฒนธรรมของตนเป็นตัวตั้งในการตีความ และโน้มนำให้ผู้คนที่เห็นงานศิลปกรรมได้ฉุกคิดและนำติดตัวออกไป  หากมองย้อนดูพุทธศาสนาในบ้านเราก็คงจะเห็นได้ถึงการนำความเชื่อเดิมมาผสมผสานปะปนกันไป สะท้อนให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของผู้คนที่ไม่อาจละทิ้งรากฐานความคิดความเชื่อเดิมไปในทันทีแต่อาศัยการปรับเข้าหากันและดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายหลักแห่งพระพุทธศาสนาในที่สุด  ที่ถ้าอชันตา วิทยากรยังได้ยกตัวอย่างของภาพเขียนพระโพธิสัตว์ปัทมปาณีขึ้นมาให้ดู เพื่อซึมซับถึงพลังและความงามที่อยู่ในภาพอันกล่าวได้เป็น beauty of paradox คือเป็นความงามที่มีความซับซ้อนภายในภาพเดียวกัน ชวนให้มองได้โดยไม่อยากจะละสายตาไป
ส่วนภาคบ่ายเป็นการบรรยายเรื่องราวของศิลปสถาปัตยกรรมฮินดู โดย Dr.Savita Kumari  ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยสำหรับชาวพุทธนัก แต่นับว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน  เหตุที่ในอินเดียมีศาสนสถานมากมายนั้น เนื่องจากการที่คนอินเดียจะบรรลุโมกษะหรือหลุดพ้นจากโลกได้ ต้องอาศัยแนวทางในการหลุดพ้นสองทางคือ ศึกษาอ่านคัมภีร์ ซึ่งจะทำที่ไหนก็ได้ที่มีคัมภีร์ กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเดินทางไปแสวงบุญยังเทวาลัย กระทำการบูชา ซึ่งนับเป็นแนวทางที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าทางแรกที่ต้องอาศัยการศึกษา (เรื่องนี้หากลองคิดดูก็เป็นสองฐานสำคัญของการนับถือศาสนาคือในด้านปัญญาและศรัทธา ซึ่งตามจริงน่าจะต้องอิงอาศัยกันและกัน-ความเห็นเฉพาะของผู้เขียน) นี่จึงเป็นเหตุให้เกิดเทวาลัยของเทพเจ้าต่างๆมากมายตามศรัทธาและความเชื่อของผู้คนในอินเดีย  การสร้างเทวาลัยของฮินดูจะแบ่งพื้นที่ในการก่อสร้างออกเป็นส่วนๆ ตามวัสดุปุรุษมณฑล(มณฑลแห่งผู้สร้างจักรวาล หรือวิญญาณแห่งแผ่นดิน) โดยตรงกลางของมณฑลเป็นพราหมณ์สถาน การตัดแบ่งพื้นที่ของวัสดุปุรุษมณฑลออกเป็นชิ้นๆ ตรงกับนัยยะทางความเชื่อของการบูชายัญ กล่าวคือการเสียสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง เทพจึงตัดเฉือนส่วนต่างๆของตนบนพื้นที่นั้นเพื่อให้กลายเป็นพื้นที่สำคัญต่างๆ และเทวาลัยยังเสมือนร่างกายของปุรุษะด้วยคือ ฐานเทวาลัยแทนส่วนเท้า เรือนธาตุแทนหน้าแข้ง และหลังคาหรือยอดอาคารคือศรีษะ วิทยากรได้ยกตัวอย่างของเทวสถานต่างๆให้ดูประกอบ จะเห็นได้ถึงพัฒนาการของการก่อสร้าเทวาลัยที่เริ่มต้นจากความเรียบง่ายที่สุดไปสู่ความซับซ้อนอลังการ เนื้อหาเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับเทพและการสร้างเทวาลัยกล่าวได้ว่ามีความซับซ้อนและมากมายยิ่งกว่าพุทธสถาน (ซึ่งน่าจะตรงใจกับชาวอินเดียที่มีความหลากหลายทางวรรณะและความคิดความเชื่อ-ผู้เขียน) เทวสถานบางแห่งมีขนาดใหญ่ที่เกิดจากการแกะหินเพียงก้อนเดียว ในขณะที่บางแห่งผูกโยงเรื่องราวทางศาสนากลายเป็นศิลปสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ สะท้อนออกซึ่งความศรัทธาที่ก่อเกิดการสร้างสรรค์ จนเทวสถานมิได้เป็นแค่ตัวอาคารที่ตั้งตระหง่านให้เห็นอยู่โดดๆ  แต่เป็นการรวมเอาเมืองทั้งเมืองเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของเทวาลัยในที่สุด ความซับซ้อนและเรื่องราวของทวยเทพที่มีอยู่อย่างมากมายของชาวฮินดู เป็นฐานแห่งการสร้างงานศิลป์ของเทวสถานได้อย่างไม่รู้จบ สิ่งที่ปรากกฎคือศิลปกรรมที่ไม่ยอมมีที่เว้นว่าง ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยงานตกแต่งและแทนค่าความหมายต่างๆอันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งผู้สนใจที่รู้เรื่องราวเหล่านั้นจะเข้าใจศิลปกรรมที่ปรากฏได้ดี นับเป็นหลักฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างมิอาจปฏิเสธความศรัทธาที่มีอยู่อย่างล้นเหลือของชาวฮินดูได้เลย
(ข้อมูลอ้างอิงจาก : งานบรรยายทางวิชาการ โดยศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ คณะโบราณคดี  / วันที่ 4พฤษภาคม 2556 เวลา 9:00-16:30 น. ณ ห้อง ศร.3104 อาคารศูนย์เรียนรวม มหาวิทยาลัยศิลปากร )
เผยแพร่เมื่อ  14 พฤษภาคม 2556
ข้อมูลโดย : ประกิจ ลัคนผจง © พฤษภาคม 2556

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *