A-31 สถาปนิก : คิดแก้ไข ไม่ใช่แค่วาดรูป

im-a35-2im-a35

 

A-31 สถาปนิก : คิดแก้ไข ไม่ใช่แค่วาดรูป

ประเทศไทยอาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้คนในสังคมเข้าใจการทำงานของสถาปนิกน้อยมาก ความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนเหล่านั้น เห็นว่าสถาปนิกคือ คนวาดรูป คือคนนั่งคิดนั่งขีดนั่งเขียนไปบนโต๊ะที่ดูเหมือนจะไม่มีต้นทุนมากนัก (แต่เป็นวิชาชีพที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เช่นเดียวกันกับ แพทย์หรือวิศวกร) ถ้าเช่นนั้นหรือจะเป็นไปได้ว่าใครๆ ก็นั่งขีดๆเขียนๆ กันได้หมด

im-a35-4

สถาปนิก เป็นผู้ที่ฝึกฝนเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย หลายทักษะ และไม่มีวันที่จะเรียนรู้ได้อย่างจบสิ้น เหมือนกับผู้คนอีกหลากหลายสาขาอาชีพที่จะต้องวิ่งตามความรุดหน้าของสังคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เรื่องของทักษะดังกล่าวนี้บางครั้งการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาจนจบหลักสูตรก็อาจไม่ทำให้สถาปนิกจบใหม่เข้าใจถึงคำว่า “ที่ว่าง รูปทรง หรือ ความรู้สึก” ได้ จวบจนกระทั่งเขาเข้าใจมันอย่างถ่องแท้แล้วจริงๆ ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้นอกจากตัวของสถาปนิกเอง  แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญในการทำงานของสถาปนิกประกอบด้วยสองส่วนใหญ่ๆ คือ ความรู้ความคิด ที่ผูกติดมาด้วยกัน อันเกิดจากการสั่งสมเรียนรู้ในศาสตร์วิชา ทั้งทางด้านศิลปะและวิทยาศาสตร์(รวมถึงความรู้ในการทำงานจริงเชิงพาณิชย์)  กับทักษะในการใช้มือและตาให้สอดประสานกับการทำงานในส่วนแรก เพื่อเขียนภาษาทางสถาปัตยกรรมขึ้นมา ให้เป็นที่เข้าใจของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง (ปัจจุบันทักษะนี้ยังต้องรวมคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วย) นอกจากนี้ภาษาที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสถาปนิกคือ แบบสามมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ่นจำลองที่จะช่วยตรวจสอบความคิดว่ามีความสมเหตุสมผลตามที่นึกคิดไว้มากน้อยเพียงไรด้วย

42417หากจะเปรียบเทียบว่าสถาปนิกเป็นเหมือนนักแต่งเพลง ผู้รับเหมาก่อสร้างคงเป็นเหมือนนักร้อง ทั้งสองส่วนนี้ต้องทำงานประสานกันจึงจะเกิดท่วงทำนองที่ประทับใจผู้ฟัง    หรืออาจอธิบายอีกลักษณะหนึ่งได้ว่าสถาปนิกก็เป็นเสมือนพ่อครัว ที่ทำหน้าที่ในการปรุงอาหาร ให้เป็นอาหารจานเด็ด ซึ่งมีความพิเศษยิ่งกว่าอาหารสำเร็จรูปทั่วไป เจ้าของโครงการอาจเปรียบเสมือนผู้หาวัตถุดิบและความต้องการในการลิ้มลองรสชาติอาหาร ที่คาดหวังว่าพ่อครัวคนนี้จะสามารถปรุงให้ถูกปากได้  วัตถุดิบที่นำมาอาจเป็น เนื้อสัตว์ ผลไม้ เครื่องเทศ หรือแม้แต่สมุนไพรเพื่อสุขภาพ  ที่ยกมากองไว้ตรงหน้าพ่อครัว โดยที่ไม่รู้ว่าจะปรุงมันให้ออกมาเป็นอาหารที่ถูกปากได้อย่างไร แต่เชื่อว่าพ่อครัวจะหาหนทางทำจนได้ และพ่อครัวก็ต้องทดลองปรุงแล้วปรุงอีก บางทีเครื่องปรุงที่ได้รับมาอาจไม่พอ ก็ต้องไปเสาะแสวงหาเครื่องปรุงอื่นๆ มาผสมผสานลงไป เพื่อทำให้รสชาติกลมกล่อมถูกปากที่สุด แน่นอนว่าพ่อครัวยังต้องมีผู้ช่วยอีกหลายส่วนเพื่อมาช่วยหั่นผัก ล้างปลา หรือสารพัดงานที่จะต้องเตรียมการจนกว่าจะยกเสิร์ฟได้ไม่ใช่นึกๆ แล้วก็โยนลงกระทะ แล้วจะเสร็จได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการวิธีที่ลองผิดลองถูกเช่นกัน หากแต่ประสบการณ์และทักษะที่มีจะช่วยให้ 1000 วิธีเหลือ 100 วิธีและลงมือทดลองทำ จนเหลือเพียง 10 วิธีที่น่าจะเหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อยกออกเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารแล้ว ใครเลยจะรู้ว่าอาหารจานนี้มันผ่านการค้นคว้าหาความกลมกล่อมมาแล้วกี่ยก  สิ่งที่ปรากฏเป็นแบบสถาปัตยกรรมก็ในทำนองเดียวกัน แต่ต้นทุนทางด้านงานออกแบบสถาปัตยกรรมย่อมสูงกว่าการทำอาหารเป็นไหนๆ และมื้อนี้ที่พ่อครัวปรุงให้ ก็ทานได้ตลอดช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งเลยทีเดียว

สถาปนิกจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญหลักๆ ในการนำความต้องการของเจ้าของโครงการไปผนวกกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งมีทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ มาผสมรวมกัน แต่ในท้ายที่สุดผลที่ปรากฏต้องเป็นที่พึงพอใจอย่างจับต้องได้ และสถาปนิกต้องเป็นผู้ที่ประสานงานกับบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการก่อสร้างนับแต่เริ่มมีปรากฏการณ์ชวนฝันกับโครงการตั้งต้นของเจ้าของโครงการเรื่อยไปจนกระทั่งโครงการแล้วเสร็จ ซึ่งบางครั้งยังอาจต้องดูแลความเรียบร้อยแถมต่อไปอีก หากเจ้าของโครงการมีความคิดความต้องการเพิ่มเติมในภายหลัง แบบบนกระดาษที่สถาปนิกมอบให้เจ้าของโครงการจึงเป็นเพียงเหมือนแผนที่หรือคู่มือ ที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องในโครงการจะใช้ในการทำความเข้าใจความคิดให้ผลิดอกออกผลมาเป็นตัวอาคาร  ซึ่งแน่นอนว่า “แบบที่คิดโดยสถาปนิก” กับ “การก่อสร้างที่ทำโดยผู้รับเหมา”  เป็นเสมือนลมหายใจเข้าออก  กับ การนำออกซิเจนไปถึงส่วนเซลล์ต่างๆในร่างกาย อากาศดีก็น่าจะนำมาซึ่งสุขภาพกายและใจที่สดชื่นแข็งแรง และแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอากาศดีขั้นสุด แต่ถ้าเราเลือกได้ทำไมไม่เลือกสิ่งดีให้แก่โลกกันล่ะ จากที่กล่าวมาข้างต้นก็เพื่อจะอธิบายให้เข้าใจว่า สถาปนิกเป็นผู้ทำงานเพื่อให้บริการเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้าง แบบบนกระดาษเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการทำงานของสถาปนิกเท่านั้น แต่มันก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการในการทำงานออกแบบและก่อสร้างทั้งกระบวนการ เพราะเป็นดั่งภาษาที่ใช้สื่อสารทำความเข้าใจกันให้สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นนั้นถูกต้องตรงตามความต้องการของเจ้าของโครงการและได้คุณค่าทางความงาม มิติทางสังคม วัฒนธรรม นั่นเอง อย่าลืมว่า ถ้างานก่อสร้างเป็นเพียงเพื่ออยู่อาศัยหลับนอน งานนั้นก็เป็นแต่เพียง “อาคาร” หนึ่งเท่านั้น หากแต่งานก่อสร้างนั้นเติมเต็มมิติทางจิตวิญญาณ  เติมคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมได้ งานนั้นก็ขึ้นชื่อว่าเป็น “สถาปัตยกรรม” ได้อย่างน่าภาคภูมิ  แต่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกที่เจ้าของโครงการมีต่องานชิ้นนั้นไปตลอดชั่วชีวิต  ความงามในงานสถาปัตยกรรม มันทำหน้าที่พิสดารยิ่งกว่าศิลปกรรมแขนงใดๆ  เพราะต้องเอาผู้ใช้เข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกันตอนใช้งาน เราจะหาโอกาสมาพูดถึงเรื่องนี้กันในภายหน้าครับ

ข้อมูลและภาพ:  ประกิจ ลัคนผจง  © 2014

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *